
พื้นที่เรียนรู้ ประตูถัดไป : เที่ยวแบบ Chat Walk ลัดเลาะเรียนรู้จากตรอกซอกซอย ชุมชน และผู้คน
ภาพจำต่อย่าน “บางลำพู” ของคุณเป็นแบบไหน
เป็นย่านที่สมัยเด็กแม่ต้องจูงมือพามาซื้อชุดนักเรียนพร้อมบริการปักฟรี, เป็นย่านที่มาชอปปิงอุปกรณ์ทำงานฝีมือเย็บปักถักร้อยที่ห้างตั้งฮั่วเส็ง, เป็นแหล่งขายของอร่อยหลากเมนู ทั้งน้ำพริก ขนมปัง ข้าวแช่ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ หรือเป็นถนนแห่งความบันเทิงยามค่ำคืน ที่เราได้สนุกไปกับเสียงเพลงเรกเก้สกา เลิกออกมาก็แวะกินผัดไทร้านรถเข็น ฯลฯ
แต่ละคนคงมีความทรงจำ มีภาพในความรับรู้ของย่านนี้ในแบบที่แตกต่างกันไป แล้วก็อาจเป็นไปได้ด้วยที่จะไม่คุ้นเคย เป็นย่านใหม่ที่อยากทำความรู้จัก
พื้นที่ของย่าน จึงเปิดกว้างต่อการชวนผู้คนมาร่วมเรียนรู้ หรือกลับมารู้จักมันอีกครั้ง

ลัดเลาะชุมชนจนเจอเรื่องเล่า
ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมกิจกรรม TK Chat Walk: บางลำพู Hidden Stories Walk ทัวร์เดินเท้าที่พากันออกเดินรอบย่านโดยมีคนในชุมชนเป็นไกด์พาชมพร้อมเล่าเรื่อง จุดนัดหมายในวันนั้นเริ่มต้นที่ พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์หน้าใหม่เพิ่งเปิดทำการ
ที่นั่นไม่เพียงเล่าเรื่องของย่านบางลำพูตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเท่านั้น แต่ตัวอาคารที่ตั้งเองก็มีเรื่องเล่าเช่นกัน เพราะเดิมเคยเป็นโรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช โรงเรียนสอนการพิมพ์แห่งแรกของเมืองไทย ก่อนจะถูกเลิกใช้ เกือบจะถูกรื้อทำลาย แต่ก็ได้ชาวชุมชนบางลำพูช่วยกันรักษาแล้วผลักดันจนได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ก่อนจะกลายมาเป็นพื้นที่เรียนรู้และห้องสมุดชุมชน ภายใต้การบูรณะดูแลโดยกรมธนารักษ์
ชาวคณะออกเดินลัดเลาะลึกเข้าไปในซอกซอย ได้เข้าไปเยี่ยมชมบ้านดนตรีดุริยประณีต ที่ปัจจุบันยังเปิดสอนดนตรีและนาฏศิลป์ไทยในราคาย่อมเยา โดยหวังเพื่อสืบสานและส่งต่อวัฒนธรรมไทยให้กับคนรุ่นหลัง จากนั้นได้ไหว้สักการะ “เจ้าพ่อหนู” ที่ศาลเจ้านั้นตั้งอยู่ริมสะพานนรรัตน์สถาน ชนิดที่ว่าถ้าเดินผ่านในวันปกติเราคงไม่ทันสังเกตเห็น ด้วยมีความเชื่อว่าเจ้าพ่อหนูนั้นเป็นเด็ก ของที่ผู้คนนำมาไหว้จึงเป็นของเล่นนานาชนิด ชาวชุมชนเล่าว่า ในทุก ๆ วันเด็ก ทางศาลเจ้าจะนำของเล่นเหล่านั้นไปแจกให้เด็กๆ ในชุมชน บางคนถึงกับรอคอยเลยว่าในปีนั้น ๆ จะได้ของเล่นเป็นชิ้นไหน จะถูกใจตัวเองรึเปล่า
สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นตึกตัก คือการได้ไปเยือน “ห้องภาพสุวรรณ” ที่หากดูเผินๆ ก็เป็นห้องแถวหลังมุม ที่ขายโปสเตอร์หนัง และภาพถ่ายเก่าๆ แต่ที่จริงแล้ว ที่นี่คือจุดกำเนิดของ สตาร์พิคส์ (Starpics) นิตยสารภาพยนตร์ และดนตรีที่เราซื้ออ่านตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เติบโตมาด้วยกันตามประสาคนชอบดูหนัง แม้วันนี้จะไม่มีนิตยสารหัวนี้แล้ว แต่การได้พบกับผู้ก่อตั้ง ได้พูดคุย ได้บอกเล่าว่าเรานี่แหละเป็นแฟนหนังสือนะ ก็เป็นโมเมนท์ที่น่าจดจำประจำทริปนี้ไปเลย
ท้ายที่สุด ชาวคณะร่ำลากัน ณ จุดสุดท้ายถูกใจสายมู ด้วยการสักการะหลวงพ่อโต แห่งวัดอินทรวิหาร ย่านบางขุนพรหม ก็เป็นครั้งแรกที่เราเพิ่งสังเกตว่าสามารถเดินเรื่อยเปื่อยจากบางลำพูมาจนถึงสะพานพระรามแปดได้แบบเพลินใจ มันเชื่อมกันทำไมเราถึงไม่เคยรู้ กลายเป็นว่า เราไม่ได้เพียงรู้จักบางลำพูมากขึ้นตามชื่อทริปเท่านั้นนะ แต่ดันรู้สึกว่าได้รู้จัก ‘กรุงเทพ’ เมืองที่อยู่มาทั้งชีวิตมากขึ้นไปด้วย มันยังไงกันละนี่

ที่มาของภาพ : https://unsplash.com/photos/a-group-of-people-walking-down-a-street-EefnDVfRsJ0
เมื่อคนอยากรู้จักเมืองให้มากขึ้น
ประสบการณ์ของการได้ออกเดินเพื่อเห็นและรู้จักย่านหรือเมืองในแง่มุมที่มีชีวิตชีวามากขึ้น แบบที่เราได้ไปสัมผัสมานั้นเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมทำกันแพร่หลาย ยกตัวอย่างเช่น Jane's Walk ทัวร์เดินย่านที่นำโดยคนในชุมชน จัดฟรี ไม่เก็บเงิน เริ่มที่เมืองโตรอนโต แคนาดา เมื่อปี 2006 เพื่อรำลึกถึง เจน เจคอบส์ (Jane Jacobs) นักคิดเรื่องเมืองตัวแม่ ทุกวันนี้ลามไปกว่า 500 เมืองทั่วโลก จัดกันช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมให้ตรงกับวันเกิดของเธอ มีคนร่วมปีละหลายหมื่น แต่หัวใจของมันเรียบง่ายจนน่ารัก คือ ให้คนธรรมดาเล่าเรื่องย่านของตัวเอง คนที่ปกติไม่เคยมีใครเชิญขึ้นเวทีไหนเลย
เจคอบส์เขียนไว้ในหนังสือของเธอ The Death and Life of Great American Cities (1961) ว่าเมืองที่ดีเหมือนสิ่งมีชีวิต ทางเท้าคือเวทีของสิ่งที่เธอเรียกว่า "การเต้นรำบนทางเท้า" (Sidewalk Ballet) ภาพคนขายของ เด็กวิ่งเล่น คุณยายนั่งมองถนน แม่บ้านทักทายกัน เคลื่อนไหวประสานกันไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ และประโยคเด็ดของเธอที่กลายเป็นตำนานคือ ความปลอดภัยของเมืองไม่ได้มาจากกำแพงสูงหรือกล้องวงจรปิดหรอก แต่มาจากสายตาที่คอยช่วยกันสอดส่องถนน (Eyes on the Street) ของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้นจริงๆ ต่างหาก
Hugues de Varine นักพิพิธภัณฑ์ชาวฝรั่งเศส ได้พูดถึง Ecomuseum หรือ พิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง (Museum Without Walls) ที่เสนอว่า ย่านทั้งย่านคือพิพิธภัณฑ์ ชุมชนคือภัณฑารักษ์ และมรดกไม่ใช่ของนิ่งๆ ในตู้กระจกให้คนแปลกหน้ามายืนถ่ายรูป แต่คือวิถีชีวิตที่ยังหายใจ ยังขยับ ยังมีคนใช้มันอยู่จริง พิพิธภัณฑ์แบบนี้เหมือนกระจกที่สะท้อนตัวตนของชุมชนกลับไปให้คนในชุมชนได้เห็นตัวเอง

พื้นที่เรียนรู้ ประตูถัดไป
สิ่งที่ชวนให้ได้คิดจากการไปออกเดินวันนั้น มากไปกว่าเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์ที่ทำให้เรารู้จักย่านมากขึ้น ในระดับปัจเจก เราได้เปลี่ยนสายตาที่จะมองเห็นพื้นที่เรียนรู้ให้กินความหมายกว้างขึ้น มีความเป็นไปได้ที่มากขึ้น
เราทั้งพูดและได้ยินกันบ่อย ถึงความจำเป็นในการเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้ให้คนเมือง มองมันในลักษณะสิ่งก่อสร้าง เป็นตึก เป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นห้องสมุด ฯลฯ ซึ่งก็จะมาพร้อมข้อจำกัดมากมาย อย่างน้อยก็ในเชิงเวลากว่าจะรอก่อสร้าง แต่หากส่องแว่นมองเข้าไปให้ดีจะพบว่า เราเรียนรู้จากพื้นที่ที่ก็มีของมันอยู่แล้ว โรงพิมพ์ ศาลเจ้า ตรอกซอกซอย เรื่องเล่าของคน ทุกอย่างอยู่ที่เดิม ไม่มีใครสร้างอะไรใหม่ในเช้าวันนั้นเลยสักอย่าง สิ่งที่เปลี่ยนมีเพียงคนเท่านั้น ที่มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ เห็นว่าการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่ใกล้เพียงแค่ประตูข้างบ้านเท่านั้นเอง
แนวคิด ABCD หรือ Asset-Based Community Development ของ จอห์น แมคไนต์ และ จอห์น เครตซ์มานน์ หัวใจคือการพลิกวิธีมองชุมชนแบบ 180 องศา จากเดิมที่มองแบบ "แก้วครึ่งขาด" เอาแต่ถามว่าที่นี่ขาดอะไร มีปัญหาอะไร ต้องเติมอะไร มาเป็นการมองแบบ "แก้วครึ่งเต็ม" คือมองเห็นและให้คุณค่าจากสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว สองคนนี้ยืนยันจากการลงพื้นที่จริงว่า ทุกย่านแม้แต่ย่านที่ดูจนที่สุด ก็อัดแน่นไปด้วยของดี ทั้งคน ทั้งสายสัมพันธ์ ทั้งสถานที่ รอแค่ให้มีคนมองเห็น จับมันมาเรียงร้อย แล้วปล่อยให้ย่านนั้นทำงาน
ความใจดีของแนวคิดนี้ คือมันไม่ตอกย้ำว่าชุมชนบกพร่องต้องรอคนมาช่วย แต่มันบอกว่า ถ้าครึ่งแรกคือ "พื้นที่มีอยู่แล้ว" ครึ่งหลังที่ตามมาติดๆ ก็คือ "แล้วใครจะเล่าเรื่องของพื้นที่นี้ล่ะ" คำตอบซ่อนอยู่ในแนวคิดของหลุยส์ มอลล์ และคณะ เรียกว่า Funds of Knowledge คือ ความรู้ดีๆ มันฝังอยู่ในบ้าน ในย่าน ในวิถีของคนธรรมดา ไม่ได้อยู่แค่ในตำราหรือจากการบอกเล่าจากปากของผู้เชี่ยวชาญเพียงเท่านั้น
คนบางลำพูที่พาพวกเราเดินลัดเลาะจนทั่วย่านในวันนั้น คือครูตัวจริงที่ถือครองความรู้ของพื้นที่ เป็นความรู้แบบที่ต่อให้ห้องสมุดจะมีหนังสือกี่ร้อยเล่มเราก็อาจหาเรื่องนี้ไม่เจอในนั้น เพราะมันคือวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ในทุกวัน คือความทรงจำ ความผูกพัน เป็นสารพันความรู้สึกที่อาจมองไม่เห็นได้ แต่รับรู้และสัมผัสได้ผ่านพื้นที่และผู้คนที่มีอยู่จริง

นิยามใหม่ของ ‘แหล่งเรียนรู้’
ถ้าไม่ได้มองแหล่งเรียนรู้เป็นเพียง ตึกสูงใหญ่ อาคารมั่นคงแข็งแรง ข้างในอัดหนังสือเป็นหมื่นเป็นแสนเล่ม ใช้งบสร้างมหาศาล แล้วก็มีอยู่ไม่กี่แห่งในเมือง แล้วตั้งโจทย์ใหม่ว่า ถ้าแหล่งเรียนรู้คือ ทุกที่ที่เชื้อเชิญให้คนเข้ามาทำความรู้จักล่ะ?
ห้องสมุดก็ยังใช่ พิพิธภัณฑ์ก็ยังใช่ แล้วสวนสาธารณะ ถนน ทางเท้า ป้ายรถเมล์ ตรอกเล็กๆ ในย่านเก่า อีกทั้งเรื่องเล่าของเพื่อนบ้านข้างรั้ว ก็เป็นแหล่งเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น และเมื่อความเป็นไปได้มันกินความไปได้กว้างขนาดนี้ เมืองก็จะไม่มีวัน "ขาดแคลน" พื้นที่เรียนรู้อีกต่อไป เพราะมันอยู่รอบตัวเราไปหมดแล้ว
และนี่ไม่ใช่เพียงภาพฝัน
ในเมืองไทย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ที่เกิดจากการจับมือกันของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็ดันแนวคิด "เมืองเดินได้ เมืองเดินดี" และโครงการ GoodWalk Thailand มาตั้งแต่ราวปี 2557 บนความเชื่อว่าทุกพื้นที่นอกห้องเรียน เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวน ถนน ทางเท้า ยันป้ายรถเมล์ สามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ได้ทั้งนั้น
ในระดับโลก UNESCO ก็ตั้งเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ (Global Network of Learning Cities) มาตั้งแต่ปี 2013 ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 225 เมืองใน 60 กว่าประเทศ ด้วยไอเดียว่าเมืองแห่งการเรียนรู้ตัวจริง คือเมืองที่รู้จักดึง ทุกทรัพยากรที่มีอยู่ มาแปลงเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้คน

TK Park เองก็ได้ทำหน้าที่ของการเป็น “ห้องสมุดมีชีวิต” โดยขยายขอบเขตให้ไกลไปกว่าแค่ในอาคาร แต่สร้างสรรค์กิจกรรมที่ทำให้เราได้มองเห็นความรู้อยู่ในทุกหย่อมหญ้าของย่าน เพียงออกไปก้าวเดินและสัมผัสด้วยตัวเอง
หากทุกพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ได้ หากทุกคนเป็นได้ทั้งผู้เรียนรู้ และผู้เล่าเรื่องย่านของตัวเอง เราก็จะได้หยั่งรากลงไปยังพื้นที่ และเมืองที่เรารู้ ได้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ เป็นส่วนหนึ่ง นักคิดเรื่องการเดินเมืองบางคนถึงกับบอกว่า การเดินสำรวจเมืองด้วยใจเปิดกว้างคือวิธีหนึ่งในการ "อ่านจิตวิญญาณของเมือง" และมันช่วยให้คนเมืองรู้สึกเชื่อมโยง รู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่รอบตัวมากขึ้น
และเอาจริงๆ ในโลกที่คนเราเหงาและแปลกแยกกันขึ้นทุกวัน ความรู้สึกเล็กๆ ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของที่ไหนสักแห่ง อาจเป็นยาดีที่เราต้องการมากกว่าที่คิด
ผู้เขียน พนิตชนก ดำเนินธรรม คุณแม่นักเขียน ผู้สนใจการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก
●Jane Jacobs, The Death and Life of Great American Cities (1961) — หนังสือคลาสสิกที่พลิกวิธีมองเมือง ต้นตำรับ "สายตาที่จับจ้องถนน" และ "การเต้นรำบนทางเท้า"
●Jane's Walk (janeswalk.org) — ทัวร์เดินย่านนำโดยชาวบ้าน จัดฟรีทั่วโลกกว่า 500 เมือง ในเว็บมีคู่มือสอนจัดทัวร์ในย่านตัวเองด้วย
●Ecomuseum / พิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง — Hugues de Varineตั้งคำนี้ไว้ปี 1971 มองทั้งย่านเป็นพิพิธภัณฑ์ ชุมชนเป็นภัณฑารักษ์
●John McKnight & John Kretzmann, Building Communities from the Inside Out (1993) — ต้นตำรับ ABCD กับอุปมา "แก้วครึ่งเต็ม" ชวนให้เริ่มจากของที่ชุมชนมี ไม่ใช่ของที่ชุมชนขาด
●Luis Moll และคณะ, แนวคิด Funds of Knowledge (ต้นยุค 1990) — ว่าด้วยความรู้ล้ำค่าที่ฝังอยู่ในบ้านและชุมชนของคนธรรมดา แนวคิดที่ยกให้ชาวบ้านเป็นครูได้เต็มปาก
●UddC – "เมืองเดินได้ เมืองเดินดี" / GoodWalk Thailand — จุฬาฯ จับมือ สสส. มองทุกพื้นที่สาธารณะเป็นห้องเรียน ดูต่อที่ uddc.net และ goodwalk.org
●UNESCO Global Network of Learning Cities (ตั้งปี 2013) — เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้กว่า 225 เมืองใน 60+ ประเทศ ข้อมูลที่ uil.unesco.org/en/learning-cities
●The KOMMON (thekommon.co) — สื่อในเครือ TK Park ว่าด้วยพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้