
จากร้านหนังสือสู่คอมมูนิตี้นักอ่าน เมื่อโลกออนไลน์พาเราออกมาเจอกันในพื้นที่จริง
ทุกวันนี้ เราอาจเจอหนังสือเล่มใหม่จาก TikTok หรือ Instagram สั่งซื้อผ่านหน้าจอ และพูดคุยกับคนที่ชอบหนังสือแบบเดียวกันโดยไม่เคยพบหน้ากัน ในขณะเดียวกันร้านหนังสือเล็ก ๆ และกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่านอาจกลายเป็นเหตุผลให้ผู้คนออกจากบ้านมาเจอกันมากขึ้น
วงสนทนา Talk & Conversation: ร้าน ย่าน และคอมมูนิตี้ จากโครงการ Tomorrow Creator Book Lab ที่จัดโดย TK Park ชวนคนทำหนังสือ ร้านหนังสือ และผู้สนใจวัฒนธรรมการอ่าน มองบทบาทของร้านหนังสือในวันที่พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป โลกออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และร้านหนังสืออิสระต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่ส่วนลดทางการค้า ส่วนแบ่งจากสำนักพิมพ์ ไปจนถึงค่า GP ของแพลตฟอร์ม
ในเงื่อนไขเหล่านี้ ร้านหนังสือจำนวนไม่น้อยจึงต้องคิดไกลกว่าการขายหนังสือ พื้นที่ของร้านเริ่มมีบทบาทเป็นที่พบปะ พูดคุย ทำกิจกรรม และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนที่มีความสนใจร่วมกัน ขณะที่โลกออนไลน์ก็กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพาผู้คนจากหน้าจอไปสู่พื้นที่จริง
ร้านหนังสือที่ไม่ได้ขายแค่หนังสือ
คุณภัทรอนงค์ สิรีพิพัฒน์ (ป่าน) ผู้ร่วมก่อตั้ง Fathom Bookspace เล่าถึงการปรับตัวของร้านหนังสือจากออนไลน์สู่ออนไซต์ว่า เมื่อวิถีชีวิตของคนเปลี่ยน วิธีทำกิจกรรมและการสื่อสารของร้านก็ต้องปรับตาม ทั้งการใช้ช่องทางออนไลน์ การค้นหาข้อมูล รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI
ในเวลาเดียวกัน พื้นที่จริงยังมีความหมายในแบบที่หน้าจอทดแทนได้ยาก ทุกครั้งที่ร้านจัดกิจกรรม ผู้คนไม่ได้มาเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมอย่างเดียว หลายคนได้พบเพื่อนใหม่ แลกเปลี่ยนความคิด รู้จักคนทำงานในแวดวงเดียวกัน และบางความสัมพันธ์ก็ต่อยอดไปเป็นลูกค้า โปรเจกต์ หรือโอกาสในการทำงานร่วมกัน
กิจกรรมเหล่านี้ยังทำให้ Fathom Bookspace ค่อย ๆ มีความสัมพันธ์กับชุมชนรอบข้างมากขึ้น ร้านหนังสือจึงมีบทบาทมากกว่าจุดซื้อขายหนังสือ พื้นที่ในร้านสามารถเป็นทั้งที่พบปะ พื้นที่สนทนา และจุดเชื่อมคนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน
ขณะเดียวกัน กิจกรรม คอนเทนต์ที่ และคอมมูนิตี้เกิดขึ้นรอบร้านก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบธุรกิจ ช่วยให้ร้านสร้างตัวตนของตัวเองและมีเหตุผลให้คนกลับมาใช้งานพื้นที่อีกครั้ง

เริ่มจากออนไลน์ แล้วพาคนมาเจอกัน
เส้นทางของ คุณอาทิตย์ ธรรมชาติ เจ้าของร้านอาทิตย์ละเล่ม Bookshop เป็นอีกตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างโลกออนไลน์กับพื้นที่จริง
เริ่มต้นจากการรีวิวหนังสือผ่าน TikTok เมื่อมีคนดูถามหาช่องทางซื้อหนังสือเล่มที่แนะนำ จึงเริ่มทดลองขายออนไลน์ ก่อนออกบูธตามงานหนังสือ และค่อยๆ สร้างมีฐานแฟนคลับและคนติดตามที่เหนียวแน่น จนต่อยอดมาสู่การเปิดร้านหนังสือในย่านบางพลัด
แม้ร้านจะเพิ่งเปิดได้ประมาณ 3 เดือน แต่มีลูกค้าบางคนเดินทางมาจากพื้นที่ไกลอย่างบางกะปิมาถึงร้าน หลังจากรู้จักและติดตามกันผ่านช่องทางออนไลน์มาก่อน
คุณอาทิตย์มองว่า ในยุค AI การเปิดร้านหนังสือยังต้องคิดถึง “ย่าน” แต่จุดเริ่มต้นของร้านอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ที่พื้นที่ทางกายภาพเสมอไป การสร้างชุมชนออนไลน์ก่อน แล้วค่อยใช้ร้านเป็นจุดนัดพบ พูดคุย และแลกเปลี่ยน อาจทำให้ร้านเชื่อมโยงกับผู้คนได้กว้างกว่าขอบเขตของพื้นที่รอบตัว
อย่างไรก็ตาม การเปิดร้านหนังสือต้องมาพร้อมความเข้าใจเรื่องธุรกิจ ทั้งการบริหารเงิน การจัดการ และการสร้างรูปแบบการขายที่แตกต่าง เพราะรายได้จากการขายหนังสือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับร้านขนาดเล็ก
กิจกรรมและการสร้างคอมมิวนิตจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเอกลักษณ์ของร้าน และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก

ไม่ได้อ่านแล้วจบ แต่สร้างประสบการณ์ร่วมต่อ
จากประสบการณ์ของคุณอาทิตย์ ลูกค้าของร้านมีตั้งแต่กลุ่มคนทำงาน ไปจนถึง Gen Alpha และเขาพบว่าคนรุ่นใหม่สนใจการอ่านมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะเมื่อกระแสอย่าง BookTok และ Instagram ทำให้การค้นพบและแชร์สิ่งที่อ่านเป็นเรื่องง่ายขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนอ่านจำนวนหนึ่งไม่ได้อยากเก็บประสบการณ์จากหนังสือไว้กับตัวเอง หลังอ่านจบ พวกเขายังอยากพูดถึงหนังสือ เล่าความรู้สึก หรือฟังว่าคนอื่นมองเรื่องเดียวกันอย่างไร
กิจกรรมที่เปิดพื้นที่สนทนาเกี่ยวกับหนังสือจึงมีความสำคัญขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นวงสนทนา เวิร์กช็อป ชมรมอ่านหนังสือ หรืองานเล็ก ๆ ภายในร้าน กิจกรรมเหล่านี้ทำให้การอ่านกลายเป็นประสบการณ์ร่วมที่มีชีวิตต่อหลังปิดหน้าสุดท้าย และเปิดพื้นที่ให้ทั้งคนที่อ่านเป็นประจำกับคนที่ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็น “นักอ่าน” เข้ามามีส่วนร่วมได้
ในมุมนี้ หนังสือหนึ่งเล่มอาจมีชีวิตหลายรอบ ครั้งแรกอยู่ระหว่างคนอ่านกับตัวหนังสือ ครั้งต่อมาอาจเกิดขึ้นบนโต๊ะสนทนา ในโพสต์หนึ่งบนโซเชียลมีเดีย หรือบทสนทนาระหว่างคนที่เพิ่งรู้จักกัน
คุณอาทิตย์จึงฝากแนวคิดง่าย ๆ ว่า “เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ ทำอย่างสม่ำเสมอ และรอดูผลจากการลงมือทำ”

การเติบโตของร้านหนังสืออิสระกับการย่านการอ่าน
ในมุมของ คุณอรรถ บุนนาค นักเขียน นักแปล และ บ.ก. สำนักพิมพ์ JLIT การเติบโตของร้านหนังสืออิสระสัมพันธ์กับความสนใจของผู้คนที่อยากกลับมาเชื่อมโยงกับโลกอนาล็อกและพบปะกันในพื้นที่จริง
คุณอรรถมองว่า คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z จำนวนไม่น้อยกลับมาสนใจหนังสือเล่มและของเก่า ขณะที่จุดแข็งของร้านหนังสืออิสระคือความสามารถในการเลือกหนังสือให้สอดคล้องกับคนและบริบทของพื้นที่ หากร้านอยู่ใกล้โรงเรียน ก็อาจให้น้ำหนักกับหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน หากอยู่ในชุมชน ก็สามารถเลือกหนังสือที่เชื่อมโยงกับความสนใจหรือชีวิตของคนในย่าน
ร้านหนังสือจึงสามารถสร้างความสัมพันธ์กับพื้นที่รอบตัวผ่านการเลือกหนังสือ กิจกรรม และผู้คนที่เข้ามาใช้พื้นที่ เมื่อมีร้านหลายแห่งอยู่ใกล้กัน ความสัมพันธ์นั้นก็อาจขยายจากระดับร้านไปสู่ระดับย่าน
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ย่านจิมโบโจ (Jimbocho) ในญี่ปุ่น ย่านที่มีร้านหนังสือเก่าอยู่จำนวนมาก รายล้อมด้วยมหาวิทยาลัยและชุมชน ทำให้เกิดเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตหนังสือ ผู้ขาย นักอ่าน และสถาบันการศึกษา ย่านหนังสือจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีร้านจำนวนมากตั้งอยู่ใกล้กันเท่านั้น แต่ต้องมีคนและกิจกรรมที่ทำให้พื้นที่ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง
คุณอรรถยังเสนอว่า ร้านหนังสือสามารถเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมได้ เช่น การฝากขายหนังสือ หนังสือมือสอง หรือสินค้าทำมือ เพื่อเพิ่มความหลากหลายและทำให้ร้านเป็นพื้นที่ของผู้คนมากขึ้น
สำหรับการพัฒนาย่านหนังสือ เขามองว่าอาจไม่จำเป็นต้องจบเพียงการจัด “ทัวร์” เป็นครั้งคราว การมีข้อมูลหรือแผนที่ที่บอกว่าร้านแต่ละแห่งอยู่ตรงไหน มีหนังสือหรือกิจกรรมแบบใด ก็ช่วยให้ผู้คนค้นหาและกลับมาใช้พื้นที่เหล่านี้ได้ด้วยตัวเองในระยะยาว 
สร้างนักอ่านหน้าใหม่ ต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก
สำหรับคุณอรรถ การสร้างวัฒนธรรมการอ่านควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่นที่ส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือและเขียนเรียงความจากสิ่งที่อ่าน ก่อนพัฒนาต่อยอดเป็นกิจกรรมและการประกวดในระดับประเทศ
ขณะเดียวกัน การสร้างนักอ่านไม่ได้เกิดจากครอบครัวหรือโรงเรียนเพียงลำพัง ห้องสมุด บรรณารักษ์ ชุมชน ร้านหนังสือ และหน่วยงานภาครัฐต่างมีส่วนอยู่ในระบบเดียวกัน
ในมุมของการส่งเสริมการอ่าน ภาครัฐสามารถมีส่วนในการสร้างนักอ่านหน้าใหม่ เช่น สนับสนุนให้บรรณารักษ์มีโอกาสเลือกซื้อหนังสือใหม่อย่างสม่ำเสมอ เพื่ออ่านและคัดเลือกหนังสือที่เหมาะสมกับผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสร้างระบบนิเวศการอ่าน
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรทำหน้าที่เป็น facilitator สนับสนุนทั้งห้องสมุด บรรณารักษ์ ชุมชน และนักอ่าน ให้มีพื้นที่อิสระให้ผู้คนได้เลือกและทดลองสิ่งที่สนใจ แทนการเข้ามากำหนดว่าคนควรอ่านอะไร
หนังสือเองยังสามารถเดินทางต่อไปสู่งานสร้างสรรค์รูปแบบอื่น ทั้งคอนเทนต์ แอนิเมชัน เกม หรือกิจกรรมต่างๆ และอาจทำให้หนังสือเดินทางไปพบผู้คนกลุ่มใหม่ และอาจพาคนเหล่านั้นย้อนกลับมาอ่านหนังสือต้นฉบับอีกครั้ง
สำหรับการสร้างย่านหนังสือ คุณอรรถเสนอว่า อาจไม่จำเป็นต้องทำเพียง “ทัวร์” แต่ควรสร้างข้อมูลและแผนที่ที่บอกว่าร้านแต่ละแห่งมีอะไร เพื่อให้ผู้คนสามารถค้นหาและกลับมาใช้งานได้ในระยะยาว
เส้นทางของนักอ่านจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทันที บางคนอาจเริ่มจากเกม คลิปสั้น งานอีเวนต์ หรือเพื่อนสักคนที่ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้

ร้าน ย่าน และคอมมูนิตี้: พื้นที่การอ่านอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ
บทสนทนาของทั้งสามคนทำให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซ้อนกันอยู่ระหว่างหนังสือ ร้าน พื้นที่ และโลกออนไลน์
ออนไลน์ช่วยให้คนค้นพบหนังสือ รู้จักร้าน และเชื่อมต่อกับคนที่มีความสนใจคล้ายกัน ขณะที่พื้นที่จริงเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มาเจอกัน และทำให้บทสนทนา กิจกรรม หรือการรู้จักกันใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้
การสร้างพื้นที่การอ่านอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป บางครั้งอาจเริ่มจากร้านเล็ก ๆ กิจกรรมหนึ่งครั้ง หนังสือหนึ่งเล่ม หรือบทสนทนาระหว่างคนไม่กี่คน แล้วค่อย ๆ เติบโตเป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกคนเข้ากับร้าน พื้นที่ และย่านรอบตัว
เมื่อผู้คนได้มาเจอกัน หนังสือก็มีชีวิตต่อจากหน้าสุดท้าย ผ่านบทสนทนา กิจกรรม และคอมมูนิตี้ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
ในวันที่เราซื้อหนังสือได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน ร้านหนังสือจึงอาจกำลังมีเหตุผลใหม่ ๆ ที่ทำให้เราอยากออกจากบ้านอีกครั้ง