
เมื่อพื้นที่สาธารณะของเมืองช่วยเราเลี้ยงลูกได้
ตอนเป็นนักเรียนก็ลาพักได้ พอทำงานก็หาวันลาพักร้อนอยู่เรื่อย ๆ แต่พอมาเป็นพ่อคนแม่คนปุ๊บ ทำไมดูเหมือนวันลามันไม่ค่อยจะมี ฟูลไทม์จนไม่รู้จะฟูลไทม์ยังไงแล้ว จนบางทีต้องร้องออกมาในใจดังๆ ว่า “อยากลาพักบ้าง”
ได้ระบายแล้วคิดว่าจะดีขึ้นเหรอ เปล่าเลย กลายเป็นว่าพ่อแม่บางคนกลับต้องมารู้สึกผิด ตะขิดตะขวงกับตัวเอง ว่ามันถูกแล้วมั้ยนะที่เรามีช่วงเวลาที่ขี้เกียจเลี้ยงลูกขึ้นมา ทั้งที่ก็รักลูกมากกว่าสิ่งไหน แล้วทำไมมันช่างย้อนแย้งกับความรู้สึกหมดแรงเช่นนี้ แถมพอมองไปรอบตัว เข้าโซเชียลกี่ที ก็เห็นแต่แฮปปี้แฟมิลี่ ที่ดูจะผ่านมันไปได้สบาย ๆ
แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งรีบโทษตัวเอง แล้วหาเรื่องไม่สบายใจไปแล้วล่วงหน้า ความเหนื่อยที่ว่ามาทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นแค่เพียงความอ่อนแอส่วนตัว มันมีชื่อเรียก สามารถอธิบายได้จากงานศึกษาวิจัยหลายชิ้น และสำคัญที่สุดก็คือ มันมีทางออก! ซึ่งทางออกที่ว่านั้นอาจอยู่ไม่ไกล และทำได้ง่ายกว่าที่เราคิดซะด้วย

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/displeased-mother-with-a-baby-thinking-of-something-while-experiencing-postnatal-depression-DoK3rSpEG8Q
ความเหนื่อยที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดแต่กับเรา
ความอ่อนล้าจากการเลี้ยงลูกมีชื่อเรียกแบบจริงจังในทางวิชาการว่า "ภาวะหมดไฟของพ่อแม่" (Parental Burnout) และมันเป็นเรื่องที่คนทั้งโลกกำลังประสบพบเจอ หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2024 นายแพทย์ วิเวก เมอร์ธี แพทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ออกคำแนะนำเชิงสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ โดยยอมรับตรงๆ ว่าความเครียดของพ่อแม่เป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันดูแล ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งต้องแบกไว้
ภาวะหมดไฟของพ่อแม่ อาจต่างจากความเครียดและความเศร้าทั่วไป สิ่งที่เกิดขึ้นหลักๆ คือความอ่อนล้าทั้งกายและใจแบบสุดๆ รู้สึกห่างเหินจากลูกโดยเราไม่ได้ตั้งใจ และเริ่มสงสัยในตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ดีพอไหม นักวิจัยประเมินว่า พ่อแม่ราว 2-12 เปอร์เซ็นต์ เข้าข่ายมีภาวะนี้ อาจฟังดูเป็นตัวเลขที่ไม่มากเท่าไร แต่ถ้าลองคิดดูว่านั่นคือผู้คนที่มีอยู่จริงหลายล้านคนทั่วทุกมุมโลก กำลังมีความรู้สึกแบบนี้ และกำลังดูแลเด็กๆ อยู่ ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าให้ความใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง
ในรายงานของนายแพทย์วิเวก อธิบายเพิ่มเติมว่า ส่วนหนึ่งที่พ่อแม่ยุคนี้เหนื่อยเป็นเพราะ “ความทุ่มเท” ที่เพิ่มขึ้นมาก พ่อแม่ทุกวันนี้ใช้เวลาไปกับการดูแลลูกโดยตรงมากกว่าคนรุ่นก่อน ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่ได้ว่าง เพราะมีภาระงานที่ต้องทำหนักไม่แพ้กันช่วงเวลาหายไปเลยหายไปในอากาศ จึงเป็นเวลาของคู่รัก เวลานอน และเวลาพักผ่อนของตัวเอง เราเหนื่อยเพราะเราอยากทำทุกอย่างที่อยู่ในมือให้ดีที่สุด จนไม่อยากให้มีตรงไหนบกพร่องเลย
งานวิจัยอีกชิ้นได้ทำการเก็บข้อมูลและศึกษาพ่อแม่กว่า 42 ประเทศทั่วโลก และเจอว่าภาวะหมดไฟนั้นพบได้มากกว่าในสังคมที่เป็น ‘ปัจเจกนิยม’ คือสังคมที่คนต้องดูแลตัวเองแบบตัวใครตัวมัน ฟังแล้วชวนให้รู้สึกหวั่นไหวว่าทำไมมีแต่ข่าวที่ชวนให้ตกใจ แต่จริงๆ มันซ่อนข่าวดีไว้ นั่นคือ หากความโดดเดี่ยวตัวใครตัวมันคือส่วนหนึ่งของปัญหา ถ้าเช่นนั้น การมีคนและมีพื้นที่รองรับรอบตัว ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้เช่นกัน

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/diverse-babies-with-their-parents-hRWP9rHpvJc
เมื่อคนทั้งหมู่บ้าน มาช่วยกันเลี้ยงเด็ก
แนวคิดเรื่องการดูแลแม่และเด็กเป็นเรื่องของชุมชนไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง หากเป็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติที่ทำต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานแล้ว บ้านเรามีประเพณี “อยู่ไฟ” ที่ญาติพี่น้องและคนในหมู่บ้านผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยกันดูแลแม่หลังคลอดอย่างใกล้ชิดตลอดหลายวัน, ที่มาเลเซียมีธรรมเนียมคล้ายกันเช่นนี้เรียกว่า Berpantang, ส่วนที่สิงคโปร์ มีงานวิจัยที่ชี้ว่า คุณแม่ในสิงคโปร์ทั้งสามกลุ่มชาติพันธุ์หลัก คือ จีน, มาเลย์ และอินเดีย พบว่ายังคงปฏิบัติตามธรรมเนียมการอยู่ไฟกันอยู่มาก อยู่ที่ราว 85 ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราพอเห็นภาพว่า ในวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ มีความเข้าใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาแต่ไหนแต่ไร
วิถีเช่นนี้ยิ่งสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่รูปแบบของครอบครัวเปลี่ยนไป จากครอบครัวใหญ่ที่พึ่งพาอาศัยกันแบบชุมชน ค่อยๆ กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีแค่พ่อแม่กับลูก พ่อแม่มือใหม่จำนวนไม่น้อยจึงขาดแรงหนุนต่างจากที่คนรุ่นก่อนเคยมี กลายเป็นความโดดเดี่ยวตั้งแต่ช่วงเวลาแรกของการเปลี่ยนสถานะเป็นแม่ จึงเป็นเหตุผลให้ในหลายประเทศได้พยายามหาวิธี “สร้างความเป็นชุมชนขึ้นมาใหม่” ในรูปแบบของบริการต่าง ๆ
ญี่ปุ่นได้สร้างโครงการดูแลหลังคลอด (Sango Care) มีให้เลือกทั้งพักค้างระยะสั้น ไปเช้าเย็นกลับ หรือให้ผดุงครรภ์เยี่ยมบ้านได้นานถึง 16 สัปดาห์หลังคลอด ที่น่าชื่นชมคือผดุงครรภ์ได้รับค่าใช้จ่ายสนับสนุนจากรัฐ ครอบครัวจึงไม่ต้องมากังวลเรื่องเงินเพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง แล้วตั้งแต่ปี 2021 เรื่องนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่หน่วยงานท้องถิ่นต้องจัดให้ตามกฎหมาย
หรือถ้าใครเคยได้ดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง Birthcare Center (2020) ก็เป็นการฉายภาพ Sanhujoriwon ศูนย์ดูแลหลังคลอดของเอกชนภายใต้มาตรฐานที่มีกฎหมายกำกับดูแลเคร่งครัด คุณแม่ส่วนใหญ่จะไปพักฟื้นราวสองสัปดาห์ พร้อมเรียนรู้การเลี้ยงลูกไปในตัว นิยมกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักไปแล้ว ในปี 2021 แม่ที่คลอดบุตรในเกาหลีใต้มากถึง 81 เปอร์เซ็นต์เคยใช้บริการแบบนี้
ที่เนเธอร์แลนด์มีระบบ Kraamzorg ส่งพยาบาลมาช่วยดูแลและเป็นเพื่อนแม่มือใหม่ที่บ้านในช่วงวันแรกๆ หลังคลอด ส่วนฟินแลนด์ก็มี "กล่องของขวัญเด็กแรกเกิด" ที่มอบของใช้จำเป็นให้ทารกทุกคนอย่างเท่าเทียม และแนวคิดนี้ก็ได้เป็นแรงบันดาลใจให้หลายประเทศทั่วโลกรับไปทำในบริบทของแต่ละที่ อย่างเช่นที่เมืองไทยก็เคยมีการมอบถุงรับขวัญ ให้กับเด็กที่เกิดในปี พ.ศ. 2548-2549
ตัวอย่างทั้งหมดทำให้เราเห็นว่า โดยแก่นแท้แล้ว มนุษย์ไม่เคยเลี้ยงลูกกันตามลำพัง แต่เราต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่กันอย่างเป็นชุมชนมาโดยตลอด เพียงแต่ยุคสมัยที่ต่างไป ได้เปลี่ยนหน้าตาของชุมชนที่เคยเป็นญาติพี่น้องและป้าข้างบ้าน กลายมาเป็นบริการและพื้นที่สาธารณะที่ออกแบบมาสำหรับทุกคน

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/a-woman-sitting-on-a-couch-reading-a-book-6LznZ3PheyQ
ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปด้วยพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ
พื้นที่การเรียนรู้สาธารณะและห้องสมุด คือชุมชนแบบใหม่ที่พ่อแม่เมืองสามารถเข้าถึงได้อย่างใกล้ตัวที่สุด เอริก ไคลเนนเบิร์ก นักสังคมวิทยาเรียกพื้นที่เช่นนี้ว่า “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” เป็นพื้นที่ที่เอื้อให้คนได้พบปะ และช่วยพื้นความสัมพันธ์ทางสังคมที่เรากำลังค่อยๆ สูญเสียไป สิ่งที่น่าสนใจคือ ตอนทำวิจัยเขาได้คุยกับแม่มือใหม่หลายคนที่ผ่านช่วงความสุขแรกๆ ของการมีลูกไปแล้ว แล้วเริ่มรู้สึกเหงาและอึดอัดเมื่อต้องอยู่กับลูกลำพังในบ้านที่เริ่มรู้สึกคับแคบขึ้นทุกวัน หลายคนบอกว่าห้องสมุดในย่านบ้านตัวเองนี่แหละ ที่กลายมาเป็นที่พึ่งทางใจ
เสน่ห์ของห้องสมุดอยู่ตรงที่มันเป็นมากกว่าที่ยืมหนังสือ แต่มันคือที่ที่เราเดินเข้าไปนั่งเงียบๆ ได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้ออะไร ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรทั้งนั้น สำหรับพ่อแม่ที่กำลังหมดแรง บางทีเราก็แค่ต้องการอยู่นิ่งๆ โดยมี “พื้นที่หายใจ” แบบที่ยังมีคนอื่นอยู่รอบตัว โดยไม่ต้องรู้จักหรือพูดคุยกันด้วยซ้ำ ความรู้สึกไม่โดดเดี่ยวก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
อีกทั้งห้องสมุดในยุคใหม่ ยังถูกออกแบบมาให้มีชีวิตชีวาและเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อย่างเช่นที่ อุทยานการเรียนรู้ TK Park มีแนวคิด "ห้องสมุดมีชีวิต" ที่ไม่ได้มีแค่ชั้นหนังสือ แต่มีทั้งพื้นที่ กิจกรรม และบรรยากาศที่ออกแบบมาเพื่อคนทุกวัย รวมถึงพ่อแม่ที่กำลังต้องการตัวช่วย เราสามารถขอเบรคจากการเลี้ยงลูกซักพัก โดยไม่ต้องห่างกันไปไกล ลูกก็อยู่ในพื้นที่ห้องสมุดเด็ก ส่วนเราก็หาหนังสือหรือเรียนรู้ตามความสนใจของเราซักพัก ต่างคนต่างมีพื้นที่ของตัวเอง เป็นการพักที่ไม่ต้องแยกจากลูกเลยซักนิด ไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ
นอกจากนั้น ที่หลายห้องสมุดยังมีกิจกรรมพิเศษในวันหยุด แบบเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมหมดแล้ว สำหรับพ่อแม่สายกิจกรรม ที่ปกติต้องคอยคิดว่าจะชวนลูกเล่นอะไรดี ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง การได้เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้เข้าร่วมดูบ้าง ภาระที่เคยแบกไว้ก็เบาลงทันที ลูกได้สนุกและได้เรียนรู้ พ่อแม่ก็ได้พักสมองไปพร้อมกันด้วย
รูปแบบการมีพื้นที่เช่นนี้ จึงช่วยประคับประคองหัวใจพ่อแม่ที่กำลังเหนื่อยล้า การออกจากบ้านมาอยู่ท่ามกลางผู้คนช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว เปลี่ยนการเลี้ยงลูกแบบตัวใครตัวมัน ให้กลับมาเป็นการเลี้ยงลูกท่ามกลางชุมชนอีกครั้ง เป็นพื้นที่และบริการที่เอื้อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเท่าเทียมและทั่วถึง ในขณะเดียวกัน นอกจากแค่ได้พักใจ ตัวเด็กๆ เองก็ได้พบเจอผู้คน ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เปิดโลกการเรียนรู้ของเขาไปด้วย

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/friends-are-drinking-tea-and-talking-together-tga5ZHYTVZY
ใจดีกับตัวเองกันนะพ่อแม่
กลับมาที่ความรู้สึกเหนื่อยล้าและอยากพักของพ่อแม่ ความเหนื่อยที่กำลังรู้สึกอยู่นั้น ไม่ได้แปลว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ล้มเหลวหรือยังทำได้ไม่ดีพอ แต่มันแค่กำลังบอกว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่ ในแบบที่มนุษย์ไม่เคยถูกออกแบบมาให้ทำเพียงคนเดียวลำพัง ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เราเลี้ยงลูกไปด้วยกันแบบเป็นชุมชนมาโดยตลอด และสิ่งที่เป็นความหวังพอจะฮีลใจเราได้ก็คือ ขอให้มั่นใจว่า ชุมชนแบบนั้นยังอยู่รอบตัวเราเสมอ
อนุญาตให้ตัวเองได้พักบ้าง ขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัว ฝากลูกไว้กับคนในครอบครัวแล้วออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ กลับไปเป็นตัวเองคนเดิมดูบ้างเพื่อเติมพลังใจเอาไว้กลับมาเลี้ยงลูกต่อ หรือจะพาทั้งตัวเองและลูกออกไปเปลี่ยนบรรยากาศในที่ใหม่ๆ ให้โลกเลี้ยงลูกดูบ้าง หาพื้นที่เล็กๆ ให้เราได้นั่งพัก อยู่นิ่งๆ หาหนังสือเล่มที่สนใจ ไปลงเวิร์กชอปที่ชอบ โดยที่ลูกก็ยังอยู่ด้วยไม่ไกลไม่ใกล้ อาจเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่เชื่อเหลือเกินว่า มันจะมีคุณค่ากับใจ ชาร์จพลังให้เต็มที่ และขอให้รู้ไว้เสมอว่า คุณไม่ได้เลี้ยงลูกอยู่เพียงลำพัง
ผู้เขียน พนิตชนก ดำเนินธรรม คุณแม่นักเขียน ผู้สนใจการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก
รายการอ้างอิง
● Office of the Surgeon General (2024). Parents Under Pressure. hhs.gov
● Parental stress is a significant public health issue. cnn.com
● Parental Burnout Around the Globe: A 42-Country Study. pmc.ncbi.nlm.nih.gov
● Confinement Practices among Chinese, Malay, and Indian Mothers in Singapore. Birth, 43(3). wiley.com
● Postpartum Care Program in Japan. Frontiers in Global Women's Health. frontiersin.org
● Expansion of the role of midwives in Japan (2022). pmc.ncbi.nlm.nih.gov
● Korea JoongAng Daily (2024). Postpartum care at Korea's sanhujoriwon. koreajoongangdaily.com
● Postnatal care in the Netherlands (kraamzorg). iamexpat.nl
● Finnish baby box spreads to 60 countries. tuni.fi
● 'กล่องแรกเกิด' ความเท่าเทียมก้าวแรกของชีวิต. 101pub.org
● Palaces for the People. Crown. ericklinenberg.com
● TK Park พื้นที่ลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้. thepotential.org