
ท่ามกลางกระแสที่หลายคนอยากรีบกอบโกยรายได้เพื่อเกษียณเร็ว หรือ FIRE (Financial Independence, Retire Early) อุทยานการเรียนรู้ TK Park จึงชวนทุกคนมามองอีกมุม เพราะโลกนี้มีศิลปินหลายคนที่เชื่อว่าความฝันไม่มีวันหมดอายุ และจับจังหวะชีวิตของตัวเองได้ในวัยเกษียณ
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังลังเลว่าสายเกินไปหรือยังที่จะเริ่มต้นทำตามความฝัน เรื่องราวของ Late b(l)oomers เหล่านี้ อาจทำให้คุณเปลี่ยนความคิด เพราะที่สุดแล้ว ชีวิตก็เหมือนต้นไม้หลากชนิด มีจังหวะในการผลิดอกออกผลเป็นของตนเอง

แฮร์รี เบิร์นสไตน์: หนังสือเล่มแรกจากศตวรรษแห่งความโดดเดี่ยว
หากคุณมีชีวิตถึงวัยเกือบหนึ่งร้อยปี คุณอยากใช้เวลาที่เหลือไปกับอะไร?
สำหรับ Harry Bernstein (แฮร์รี เบิร์นสไตน์) ชายสูงวัยที่สูญเสียภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก และจำต้องใช้ชีวิตโดดเดี่ยวมานานหลายปี เขาเลือกใช้ความเหงาและความเศร้าเป็นแรงขับเคลื่อน ถ่ายทอดความทรงจำวัยเด็กอันเจ็บปวดออกมาเป็นตัวอักษร จนกลายมาเป็น The Invisible Wall หนังสือเล่มแรกของเขาที่เริ่มต้นเขียนเมื่อเขาอายุได้ 93 ปี ก่อนจะได้รับการตีพิมพ์ในอีก 3 ปีให้หลัง
The Invisible Wall เล่าเรื่องราวชีวิตของแฮร์รีในวัยเด็ก สมัยที่ครอบครัวชาวยิวของเขายังอาศัยในเมืองชนบทเล็ก ๆ ของอังกฤษ เมืองที่เขาอาศัยอยู่คล้ายถูกแบ่งแยกด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น คั่นกลางระหว่างผู้คนสองฝั่งที่ต่างความเชื่อ นั่นก็คือ ‘ชาวยิว’ และ ‘คริสเตียน’ ความขัดแย้งระหว่างผู้คนสองศาสนาทำให้ชีวิตวัยเด็กของแฮร์รีเต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย โดยเฉพาะเมื่อพี่สาวของเขาตกหลุมรักกับหนุ่มชาวคริสเตียน
สำหรับคุณปู่แฮร์รีแล้ว นี่อาจเป็นเพียงบันทึกความทรงจำตลอดชีวิตเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เป็นเสมือนการบำบัดเยียวยาทางจิตใจในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่สำหรับวงการวรรณกรรมนี่คือบันทึกแห่งความสำเร็จ ที่ไม่เพียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนนับไม่ถ้วน
หลังจาก The Invisible Wall กลายเป็นหนังสือและได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นหลายภาษา คุณปู่แฮร์รีก็ยังคงจับปากกาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตออกมาเป็นงานเขียนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งบอกลาโลกใบนี้ไปในวัย 101 ปี ปิดฉากชีวิตนักเขียนผู้แม้จะเริ่มต้นช้า แต่ก็ฝากผลงานน่าจดจำไว้ที่โลกใบนี้ไม่น้อย

คุณย่าโมเสส: จากฟาร์มชนบท สู่ภาพสีน้ำมันในหอศิลป์ระดับโลก
‘แอนนา แมรี โรเบิร์ตสัน โมเสส’ (Anna Mary Robertson Moses) หรือที่แวดวงศิลปะรู้จักกันในนาม ‘คุณย่าโมเสส’ (Grandma Moses) คือหญิงชราจากฟาร์มเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของนิวยอร์ก เพราะเกิดในครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องถึงสิบคน เธอจึงต้องออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี ชีวิตของเธอไม่ต่างจากหญิงสาวชนบททั่วไป แต่งงาน มีลูก ทำหน้าที่แม่อย่างเต็มที่ ใช้เวลาว่างกับงานเย็บปักถักร้อยท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามของบ้านในชนบท
วันหนึ่ง เธอได้รับคำแนะนำจากผู้เป็นน้องสาวให้ทดลองวาดภาพแทนการปักผ้าในเวลาว่าง นั่นคือประตูที่ทำให้เธอค้นพบว่าเธอชอบกิจกรรมนี้แค่ไหน คุณย่าโมเสสในวัย 70 ปลายจึงหันมาวาดภาพอย่างจริงจัง โดยถ่ายทอดวิถีชีวิตเรียบง่ายและภาพชนบทที่คุ้นตาผ่านฝีแปรงลงบนผืนผ้า กลายเป็นงานจิตรกรรมสีน้ำมันแนวโฟล์กอาร์ต (folk art) ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว
วันหนึ่งน้องสาวของเธอชวนให้เธอลองส่งภาพไปวางขายในงานแสดงสินค้า ร่วมกับแยมและผลไม้กระป๋องที่เธอทำขายอยู่แล้ว แล้วผลงานของเธอได้ไปเตะตานายหน้าขายงานศิลปะเข้าอย่างจัง ผลงานของเธอถูกส่งตรงจากฟาร์มนอกเมืองสู่หอศิลป์ใจกลางนิวยอร์ก และภายในไม่กี่ปี ชื่อของ ‘คุณย่าโมเสส’ ก็กลายเป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการศิลปะ
หนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดที่เธอวาดตอนอายุ 83 ปี อย่าง Sugaring Off (1943) ถูกประมูลไปในราคาสูงถึงกว่า 1.36 ล้านเหรียญสหรัฐ เรื่องราวชีวิตของเธอถูกถ่ายทอดผ่านหนังสือและภาพยนตร์สารคดี และได้รับคำยกย่องจากสื่อมากมาย รวมถึงได้ขึ้นปกนิตยสารชื่อดังอย่าง TIME ยิ่งไปกว่านั้น งานของเธอได้ถูกนำไปจัดแสดงในหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์มากมายที่ศิลปินทุกคนล้วนใฝ่ฝัน อาทิ MoMA และ Smithsonian American Art Museum
แค่เวลาในช่วงบั้นปลายชีวิต คุณย่าโมเสสก็สร้างผลงานไว้กว่า 2,000 ชิ้น งานของเธอได้รับคำชื่นชมว่าอบอุ่น เรียบง่าย แต่สะท้อนความทรงจำ ความสุขสงบ และความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ อย่างลึกซึ้ง ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่เธอค่อย ๆ สะสมจากชีวิตอันยาวนานและจริงแท้ของเธอเอง

ชาร์ล แบรดลีย์: เวทีความฝันช่วงสั้น ๆ ของนักดนตรีโซล
เมื่อปี 2011 บนเวทีที่แสงไฟส่องสว่าง ศิลปินโซลรุ่นใหญ่เพิ่งออกอัลบั้มแรกในวัย 62 ปี ‘ชาร์ลส์ แบรดลีย์’ (Charles Bradley) หรือที่แฟนเพลงรู้จักในชื่อ ‘Screaming Eagle of Soul’ คือเจ้าของเสียงร้องที่ทั้งดิบ ลึก และสะเทือนอารมณ์จนสะกดใจผู้ฟังทั่วโลก
แต่กว่าที่เขาจะได้มีโอกาสเดินตามความฝัน เส้นทางชีวิตของแบรดลีย์ก็เต็มไปด้วยบาดแผล เขาเกิดในครอบครัวยากจนที่ฟลอริดา แม่ทิ้งเขาไปตั้งแต่แบเบาะ ก่อนจะกลับมารับไปอยู่ด้วยกันที่นิวยอร์กเมื่อเขาอายุได้ 8 ขวบ ทว่า ความเป็นอยู่ของเขาก็ไม่ได้ดีนัก เขาถูกแม่ทำร้ายจนต้องเร่ร่อนออกไปนอนข้างถนนและต้องขอทานเพื่อหาเงินประทังชีวิต
จุดเปลี่ยนในชีวิตของแบรดลีย์มาเยือนเมื่อเขาอายุได้ 14 ปี พี่สาวพาเขาไปยังโรงละครเพื่อดูการแสดงของ เจมส์ บราวน์ นักร้องผิวสีชื่อดังแห่งยุค นั่นเองที่จุดประกายให้เขารู้สึกหลงใหลในการร้องเพลง ทว่า ความยากจนก็ทำให้ชีวิตของแบรดลีย์ทำได้เพียงใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริง เขาทำงานเป็นพ่อครัวอยู่หลายปี ก่อนจะเร่ร่อนทำงานสารพัดเพื่อหาเงิน ครั้งที่เขาก้าวเข้าใกล้แสงไฟมากที่สุดคงจะเป็นงานเล็ก ๆ ในคลับ ที่เปิดโอกาสให้เขาได้ขึ้นเวทีร้องเพลงเลียนแบบ เจมส์ บราวน์ ศิลปินในดวงใจ
แบรดลีย์ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนกระทั่งอายุล่วงเข้าวัย 50 ปลาย ค่ายเพลงอิสระ Daptone Records ก็ค้นพบพรสวรรค์ของเขา เขาจึงได้โอกาสแต่งเพลงและอัดเสียงอย่างจริงจัง และในที่สุดก็ได้ออกอัลบั้มแรก ‘No Time for Dreaming’ เมื่ออายุได้ 62 ปี และได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตจนมีผลงานตามมาอีก 3 อัลบั้ม กลายเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงที่เขารอคอยมาทั้งชีวิต
แม้เวลาที่เขาได้ยืนบนเวทีนั้นจะแสนสั้น เพราะอีก 6 ปีถัดมา เขาก็จากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งในวัย 68 ปี ทว่า ความฝันที่เขาเคยใฝ่หามาทั้งชีวิต แม้จะผลิดอกออกผลช้าไปสักหน่อย แต่ดาวดวงนี้ก็มีโอกาสได้เปล่งประกาย ฝากชื่อเอาไว้ให้วงการเพลงโซลได้จดจำในที่สุด
ชีวิตไม่ใช่สิ่งจีรังและนับวันก็ยิ่งร่วงโรย แต่ชีวิตก็ไม่ใช่การแข่งขันแบบจับเวลาเพื่อไขว่คว้าความสำเร็จอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยเหมือนกัน TK Park จึงเชื่อว่าคุณค่าของชีวิตคือการได้ใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์และสนุกกับมันอย่างเต็มที่ ทำให้ชีวิตเดียวที่เรามีเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำ
สร้างสรรค์โดย Jaruwan C. และ TK Park
ที่มา [1], [2], [3], [4], [5], [6], [7]
เครดิตภาพประกอบ Harry Bernstein โดย Syosset Public Library, Grandma Moses โดย Clara Sipprell, Charles Bradley โดย smial