
หนังสือแนว comfort fiction กลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด-19 ที่ผู้คนจำนวนมากหันกลับไปอ่านเรื่องเล่าที่สงบนิ่ง อ่อนโยน และสนใจชีวิตธรรมดา ๆ มากกว่าการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ โลกของนิยายร่วมสมัยจึงเริ่มเต็มไปด้วยร้านหนังสือ คาเฟ่ แมว หมู่บ้านเล็ก ๆ และตัวละครที่ดูเข้ากับโลกไม่ค่อยได้
และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความคาดหวัง และแรงกดดันให้มนุษย์ต้องมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา หนังสือเหล่านี้กลับเลือกมองไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นคือ เหล่าคนเหงา คนเงียบ คนที่ไม่เก่งเรื่องความสัมพันธ์ คนที่รู้สึกว่าตนเองช้าเกินไป แปลกเกินไป หรือเหนื่อยเกินกว่าจะทำความเข้าใจกับโลกใบนี้ และแทนที่จะตัดสินพวกเขา นิยายเหล่านี้กลับมอบพื้นที่ปลอดภัยให้กับตัวละครและผู้อ่านไปพร้อมกัน
หลายเรื่องแทบไม่มีเหตุการณ์ใหญ่โต ไม่มี plot twist แบบระทึกขวัญ ไม่มีโลกให้กอบกู้ สิ่งที่มีคือบทสนทนาเล็ก ๆ อาหารมื้อหนึ่ง ร้านกาแฟเงียบ ๆ หรือใครสักคนที่เลือกจะอยู่ข้างเรา แม้ในวันที่เราไม่น่ารักนักก็ตาม และบางที นั่นอาจเป็น fantasy แบบใหม่ของคนในยุคนี้

ชายชื่ออูเว (A Man Called Ove) ↗
ก่อนที่คำว่า comfort fiction จะกลายเป็นหมวดหนังสือยอดนิยมไปทั่วโลก เฟรดริก แบคแมน (Fredrik Backman) เคยเขียนนิยายเรื่อง ชายชื่ออูเว (A Man Called Ove (2012)) แปลโดย ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับชายแก่ขวางโลกคนหนึ่งที่ดูเหมือนโกรธทุกอย่างรอบตัว ทั้งเพื่อนบ้าน รถยนต์ ข้าราชการ ไปจนถึงโลกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นที่รักของคนอ่านทั่วโลก นอกเหนือจากความตลกหรือความอบอุ่น กลับเป็นวิธีที่แบคแมนมองเห็นความโดดเดี่ยวของมนุษย์ในแบบที่ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย
อูเวอาจดูเป็นคนอารมณ์เสียตลอดเวลา แต่ภายใต้กำแพงนั้นคือคนธรรมดาที่เคยมีความรัก เคยพบความสูญเสีย และค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือที่ทางในโลกอีกต่อไป
แบคแมนมีความสามารถพิเศษในการสร้างตัวละครให้ดูไม่น่ารักในตอนแรกก่อนจะค่อย ๆ เผยให้เห็นความเปราะบางภายในอย่างอ่อนโยน เขาเข้าใจว่าคนจำนวนมากไม่ได้เก่งในการพูดเพื่อแสดงความรู้สึก และหลายครั้งความรักก็มักแสดงออกผ่านการกระทำเล็ก ๆ มากกว่าคำพูดที่สวยงาม
ในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนดูห่างกันมากขึ้นทุกวัน หนังสือเล่มนี้จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนคำเตือนเบา ๆ ว่า บางครั้งการเคาะประตูถามไถ่เพื่อนบ้าน หรือการมีใครสักคนที่ไม่ยอมปล่อยให้เราอยู่ลำพัง อาจช่วยชีวิตคนคนหนึ่งไว้ได้จริง ๆ

เอเลนอร์สบายดี (Eleanor Oliphant Is Completely Fine) คลิก
มีคนจำนวนมากในเมืองใหญ่ที่ใช้ชีวิตไปตามปกติ เข้าทำงานตรงเวลา ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ที่ดูเหมือนกับว่าสามารถจัดการทุกอย่างได้เป็นอย่างดี แต่ภายในกลับโดดเดี่ยวจนแทบไม่เหลือใครให้โทรหาเลย
กิล ฮันนีแมน (Gail Honeyman) หยิบความเงียบแบบนั้นมาเขียนผ่านเอเลนอร์สบายดี (Eleanor Oliphant Is Completely Fine (2017)) ซึ่งแปลโดย ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ ได้เล่าถึงหญิงสาวที่ดูแปลกประหลาด เย็นชา และเข้าสังคมไม่เก่งเอาเสียเลย เธอใช้ชีวิตตาม routine ราวกับพยายามป้องกันไม่ให้โลกภายนอกไหลเข้ามาแตะต้องตัวเธอมากเกินไป
สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ทรงพลังมาก คือไม่ได้ romanticize ความโดดเดี่ยว และไม่ได้รีบเปลี่ยนอเลนอร์ ให้กลายเป็นคนปกติตามมาตรฐานสังคม นักเขียนกลับเลือกมองตัวละครด้วยความเข้าใจ และค่อย ๆ ทำให้ผู้อ่านเห็นว่าหลายครั้ง ความ awkward หรือกำแพงที่สร้างขึ้น อาจเป็นวิธีเอาชีวิตรอดจากอดีตที่หนักจนเกินไป
ในยุคที่ผู้คนพูดเรื่อง loneliness epidemic กันมากขึ้น เอเลนอร์สบายดียิ่งร่วมสมัยขึ้นเรื่อย ๆ เพราะพูดถึงชีวิตคนทำงาน ความสัมพันธ์ที่ผิวเผิน และความจริงที่ว่า มนุษย์จำนวนมากกำลังรอให้ใครสักคนมองเห็นตัวตนจริง ๆ ของพวกเขา
แต่สิ่งที่อบอุ่นที่สุดในหนังสือเล่มนี้ อาจเป็นความเชื่อเล็ก ๆ ที่ว่า ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบบ dramatic เสมอไป บางครั้งการมีใครสักคนชวนคุย กินข้าวด้วย หรือถามว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” อย่างจริงใจ ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนอยากอยู่ต่อบนโลกอีกสักวัน

หนังสือเล่มนี้ที่คุณตามหา (What You Are Looking for Is in the Library) คลิก
มีคนจำนวนไม่น้อยที่เดินเข้าห้องสมุดโดยไม่ได้กำลังหาหนังสืออะไรเป็นพิเศษ พวกเขาเพียงเหนื่อย สับสน หรือรู้สึกว่าชีวิตกำลังติดอยู่ตรงไหนสักแห่ง
หนังสือเล่มนี้ที่คุณตามหา (What You Are Looking for Is in the Library (2020)) เขียนโดย มิจิโกะ อาโอยามะ (Aoyama Michiko) แปลโดย ธนพล ศักดิ์สมุทรานันท์ เริ่มต้นจากผู้คนแบบนั้น คนธรรมดาหลายวัยที่ดูเหมือนใช้ชีวิตไปได้เรื่อย ๆ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยคำถามเล็ก ๆ ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แล้ววันหนึ่ง พวกเขาก็ได้พบกับบรรณารักษ์คนหนึ่งที่แนะนำหนังสือให้ราวกับมองเห็นอะไรบางอย่างในใจของพวกเขา
มิจิโกะ อาโอยามะ เขียนเรื่องนี้ด้วยจังหวะเรียบและนิ่ง ไร้ฉากดราม่าอันยิ่งใหญ่ ผู้คนในเรื่องยังต้องตื่นไปทำงาน ยังคงสับสน ลังเลเหมือนเช่นเดิม เพียงแต่หนังสือที่พวกเขาได้อ่านค่อย ๆ ทำให้บางอย่างในชีวิตเริ่มขยับทีละนิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ หนังสือเล่มนี้มองห้องสมุดในฐานะพื้นที่ของความเป็นไปได้ มากกว่าพื้นที่เก็บข้อมูล ในโลกที่ทุกอย่างเร็วขึ้นตลอดเวลา ห้องสมุดในเรื่องกลับเต็มไปด้วยเวลาที่เดินช้าลง และเปิดโอกาสให้ผู้คนได้กลับมาฟังเสียงของตนเองอีกครั้ง
อาโอยามะเข้าใจความเหนื่อยล้าของชีวิตในแต่ละวัน เธอรู้ว่าผู้คนจำนวนมากไม่ได้กำลังเผชิญโศกนาฏกรรมใหญ่โต เพียงแค่เริ่มไม่แน่ใจว่า ชีวิตที่กำลังดำเนินไปยังใกล้เคียงกับสิ่งที่เคยฝันเอาไว้หรือไม่

The House in the Cerulean Sea คลิก
มีช่วงหนึ่งที่นิยายแฟนตาซีเต็มไปด้วยการต่อสู้ การผจญภัย หรือการกอบกู้โลก ขณะที่ ทีเจ คลูน (TJ Klune) กลับเลือกเขียนเรื่องของบ้านริมทะเลหลังหนึ่งที่มีีเด็กประหลาดอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเงียบ ๆ
ภายใต้บรรยากาศอบอุ่นราวนิทานก่อนนอน หนังสือเล่มนี้พูดถึงโลกร่วมสมัยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความแตกต่าง การกีดกัน และสิทธิในการมีพื้นที่ปลอดภัยของผู้คนที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่
คลูนเขียนถึงตัวละครของเขาด้วยความรักและอ่อนโยน The House in the Cerulean Sea (2020) จึงเต็มไปด้วยความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนควรได้รับอนุญาตให้เป็นตัวของตัวเอง และการถูกยอมรับอาจเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้จริง ๆ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนังสือเล่มนี้กลายเป็น comfort read ของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวร้าย ความขัดแย้ง และความรู้สึกว่าผู้คนกำลังใจร้ายต่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแทนที่จะตอบโต้โลกด้วยความสิ้นหวัง คลูนกลับเลือกจะสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง เพื่อให้ตัวละครและผู้อ่านสามารถพักใจอยู่ในนั้นได้ชั่วคราว และบางครั้ง แค่นั้นก็อาจเพียงพอแล้วจริง ๆ

อควาเรียมสำหรับคน หมึก และสิ่งของ (Remarkably Bright Creatures) คลิก
เชลบี แวน เพลต์ (Shelby Van Pelt) เขียน อควาเรียมสำหรับคน หมึก และสิ่งของ (Remarkably Bright Creatures) ซึ่งแปลโดย พลอย โจนส์ หนังสือที่มีเนื้อหาดูเหมือนเป็นนิยายที่ประหลาดสักหน่อย เมื่อหนึ่งในตัวละครสำคัญของเรื่องคือหมึกยักษ์ในอควาเรียม ซึ่งแท้จริงแล้วเชลบี แวน เพลต์ต้องการสื่อถึงเรื่องความเหงา การสูญเสีย และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่ต่างกำลังพยายามประคองชีวิตของตนเองอย่างเงียบๆ
อควาเรียมสำหรับคน หมึก และสิ่งของเป็นหนึ่งในนิยายที่สะท้อนยุค loneliness epidemic ได้อย่างน่าสนใจ หลายตัวละครต่างใช้ชีวิตอยู่ลำพัง พวกเขาพูดคุยไม่เก่ง มีอดีตที่ยังจัดการไม่ได้ และค่อย ๆ ถอยห่างจากโลกทีละนิดโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้อบอุ่น คือวิธีที่ความสัมพันธ์เล็ก ๆ ค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งระหว่างคนแปลกหน้า คนต่างวัย หรือแม้แต่มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตที่พูดภาษาเดียวกันไม่ได้ แวน เพลตเขียนถึงความผูกพันเหล่านี้ด้วยสายตาอันอ่อนโยน โดยเฉพาะตัวละครสูงวัยที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนไปเร็วกว่าเดิม
ท้ายที่สุด อควาเรียมสำหรับคน หมึก และสิ่งของจึงไม่ใช่นิยายเกี่ยวกับหมึกยักษ์เท่าไรนัก แต่กลับเป็นเรื่องของการถูกมองเห็น การมีใครสักคนรับฟัง และความจริงง่าย ๆ ว่า ต่อให้ใช้ชีวิตมาโดดเดี่ยวเพียงใด มนุษย์ก็ยังต้องการความเชื่อมโยงกับคนอื่นอยู่เสมอ

ตำนานและลาเต้ (Legends & Lattes) คลิก
ร้านกาแฟเล็ก ๆ กลางเมือง ที่ผู้คนแวะเวียนเข้ามา กลิ่นกาแฟลอยอยู่ในอากาศ บทสนทนาเงียบ ๆ ระหว่างคนคุ้นหน้า และเจ้าของร้านที่เคยเป็นนักรบมาก่อน นี่คือโลกของตำนานและลาเต้ นิยายแฟนตาซีที่เขียนโดย ทราวิส บัลดรี (Travis Baldree) แปลโดย ณัฐชยา หิรัญญสมบัติ ซึ่งผู้เขียนใช้เวลากับเรื่องธรรมดามากกว่าการต่อสู้
ทราวิส บัลดรี พาตัวละครเอกที่ชีวิตเต็มไปด้วยอาวุธและการผจญภัย มาสู่การเริ่มต้นใหม่ในร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
หนังสือค่อย ๆ เล่าเรื่องการจัดร้าน การลองเมนูใหม่ การรู้จักลูกค้าประจำ และความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ จังหวะของเรื่องนิ่งและอบอุ่น เหมือนนั่งอยู่ในร้านช่วงบ่ายแก่ ๆ ที่ไม่มีใครรีบร้อนจะไปไหน
สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้อยู่ในใจผู้อ่านเป็นจำนวนมาก คือ ความรู้สึกเรียบง่ายที่มอบให้ ชีวิตในเรื่องมิได้ถูกขับเคลื่อนด้วยภารกิจยิ่งใหญ่ ตัวละครเพียงกำลังหาที่ของตัวเอง หา community เล็ก ๆ และพยายามใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองจะหายใจได้สะดวกขึ้นอีกนิด
บัลดรีเขียนเรื่องเหล่านี้อย่างละเอียดและใจเย็น ตั้งแต่เสียงแก้วกาแฟ กระดิ่งหน้าร้าน ไปจนถึงความคุ้นเคยเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นระหว่างผู้คน จนท้ายที่สุดตำนานและลาเต้กลายเป็นหนังสือที่ทำให้ผู้อ่านนึกถึงความสุขอันแสนธรรมดา ที่มักหล่นหายไปในชีวิตประจำวัน เช่น การได้กินของอร่อย การมีงานที่รัก หรือการมีสถานที่หนึ่งที่รู้สึกว่า “เราเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่”