
ตอนเด็กแม่คือคนที่อุ้มเรา พอโตขึ้นแม่อาจกลายเป็นคนที่เราไม่เข้าใจ เป็นคนที่ห่วงมากไป ถามมากไป หรือพยายามปกป้องเราในวันที่เราอยากออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง
เวลาผ่านไป เราค่อย ๆ มองเห็นแม่ในอีกหลายด้าน แม่ไม่ได้รู้ทุกอย่าง ไม่ได้ทำถูกทุกครั้ง และไม่ได้เข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา แม่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีชีวิต มีความกลัว มีความผิดพลาด และมีเรื่องราวบางส่วนที่ลูกอาจไม่เคยรู้
ยิ่งเราโตขึ้น แม่ก็ยิ่งมีรายละเอียดมากขึ้น จนวันหนึ่ง คนที่เคยถามเราว่า “กินข้าวหรือยัง” อาจกลายเป็นคนที่เราต้องถามกลับว่า “กินยาหรือยัง”
หนังสือเหล่านี้จึงไม่ได้ชวนอ่านเรื่องของแม่เพียงแบบเดียว แต่ชวนกลับไป “อ่านแม่” ในแต่ละช่วงของชีวิต ตั้งแต่วันที่แม่ยังเป็นโลกใบใหญ่ของเรา วันที่เราอยากเดินออกจากโลกใบนั้น จนถึงวันที่เราเริ่มหันกลับมามองแม่คนเดิม ด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป

ตอนที่แม่ยังอุ้มเรา
รักเธอชั่วนิรันดร์ (Love You Forever) หนังสือภาพของ โรเบิร์ต มันซ์ (Robert Munsch) แปลโดย ปวีณา ชุณศาสตร์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1986 เป็นหนังสือบาง ๆ ที่พาไปพบแม่คนหนึ่งเฝ้ามองลูกชายเติบโต ตั้งแต่เป็นทารก เด็กสองขวบ เด็กเก้าขวบ วัยรุ่น จนกลายเป็นชายหนุ่มที่ย้ายออกไปมีบ้านของตัวเอง ทุกช่วงวัยมีเรื่องให้แม่ปวดหัวต่างกันไป แน่นอนว่าเด็กสองขวบกับวัยรุ่นมีวิธีทำให้แม่เหนื่อยคนละแบบ แต่ไม่ว่าลูกจะโตแค่ไหน แม่ก็ยังมองเห็นเด็กคนนั้นอยู่เสมอ
จนวันหนึ่งแม่แก่ลง คนที่เคยอุ้มลูกไม่มีแรงเหมือนเดิม และทิศทางของการดูแลค่อย ๆ กลับด้าน ลูกชายเป็นฝ่ายอุ้มแม่เสียเอง ก่อนจะกลับบ้านไปอุ้มลูกสาวตัวน้อยของเขาต่อ
โรเบิร์ต มันซ์ เคยเล่าว่าต้นทางของ รักเธอชั่วนิรันดร์ มาจากเพลงสั้น ๆ ที่เขาแต่งหลังจากเขาและภรรยาสูญเสียลูกสองคนตั้งแต่แรกคลอดในปี 1979 และ 1980 เพลงนั้นอยู่ในหัวเขาอยู่นาน แต่เขาไม่สามารถร้องออกมาได้ เพราะทุกครั้งที่พยายามร้องก็จะร้องไห้ จนวันหนึ่งเขานำเพลงนั้นมาพัฒนาเป็นเรื่องราวของแม่ ลูก และความรักที่เดินทางผ่านเวลา
หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้พูดเพียงว่าแม่รักลูกมากแค่ไหน แต่ยังมีเรื่องหนึ่งซ่อนอยู่ในระหว่างการเติบโตของลูกด้วยว่า ขณะที่เรากำลังโตขึ้นทุกวัน แม่ก็กำลังแก่ลงทุกวันเหมือนกัน
ยืมอ่านได้ที่ TK Park ทั้งฉบับภาษาไทย TH↗ ภาษาอังกฤษ EN↗

เมื่อแม่ไม่เป็นดังใจ
พอโตขึ้นอีกนิด เราเริ่มค้นพบความจริงบางอย่าง แม่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง อาจยุ่ง ไม่ฟัง หรือทำอาหารที่เราไม่อยากกิน และที่น่าผิดหวังที่สุดคือ แม่ไม่ได้จัดการโลกทั้งใบให้เป็นอย่างที่เราต้องการ
นีล ไกแมน (Neil Gaiman) หยิบความรู้สึกแบบนั้นไปสร้างเป็นเรื่องที่ทั้งสนุกและน่าขนลุกใน คอรัลไลน์ (Coraline) ซึ่งแปลโดย ลมตะวัน นวนิยายสำหรับเด็กที่ตีพิมพ์ในปี 2002 เรื่องเริ่มจาก คอรัลไลน์ ที่เบื่อบ้านใหม่และพ่อแม่ที่ยุ่งกับงาน จนค้นพบประตูลึกลับซึ่งพาเธอไปสู่อีกโลกหนึ่ง ที่นั่นมีบ้านคล้ายบ้านของเธอ มีพ่ออีกคน และที่สำคัญ มี “Other Mother”
แม่อีกคนดูน่าสนใจกว่าแม่จริงเสียด้วยซ้ำ เธอมีเวลา มีอาหารอร่อย มีของที่คอรัลไลน์ชอบ โลกของเธอดูเหมือนสร้างขึ้นมาเพื่อเด็กคนหนึ่งโดยเฉพาะ เพียงแต่แม่คนนี้มีกระดุมสีดำแทนดวงตา และไม่นานนัก คอรัลไลน์ ก็พบว่า สิ่งที่ Other Mother ต้องการไม่ใช่เพียงรักเธอ แต่ต้องการให้เธออยู่ในโลกนั้นตลอดไป
คอรัลไลน์ จึงชวนกลับมามองคำว่าแม่ในอีกมุมหนึ่ง แม่ที่ดีอาจไม่ใช่แม่ที่มีเวลาให้เราทุกนาที ทำทุกอย่างที่เราชอบ หรือตามใจเราทุกเรื่อง บางครั้งแม่จริง ๆ ก็ยุ่ง หงุดหงิด และไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น แต่ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านั้นก็ไม่ได้แปลว่าเธอรักเราน้อยลง
ยืมอ่านได้ที่ TK Park TH↗

แม่ไม่เข้าใจเราหรอก
ใครเคยผ่านชีวิตวัยรุ่น น่าจะเคยผ่านช่วงแบบนี้มาเหมือนกัน เมื่อประตูห้องนอนเริ่มปิดบ่อยขึ้น เรื่องบางเรื่องเล่าให้เพื่อนฟังง่ายกว่าเล่าให้แม่ฟัง และคำถามธรรมดาอย่าง “ไปไหน” อาจฟังคล้ายการสอบสวนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
Everything, Everything นวนิยายเรื่องแรกของ Nicola Yoon แปลโดย การตริน ลีละหุต ตีพิมพ์ในปี 2015 พาความรู้สึกนี้ไปไกลกว่าครอบครัวทั่วไป แมเดลิน หรือแมดดี้ อายุ 18 ปี ใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่ภายในบ้าน เพราะป่วยด้วยภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง แม่ซึ่งเป็นแพทย์จึงเป็นทั้งแม่ ผู้ดูแล และคนที่คอยกันลูกออกจากโลกภายนอก
จนกระทั่งเด็กหนุ่มคนหนึ่งย้ายมาอยู่บ้านข้าง ๆ โลกที่เคยมีแม่เป็นศูนย์กลางเริ่มมีบางอย่างอยู่นอกหน้าต่าง และ แมดดี้ เริ่มตั้งคำถามกับชีวิตที่ถูกออกแบบไว้ให้ปลอดภัยทุกตารางนิ้ว
ความสัมพันธ์แม่–ลูก ใน Everything, Everything จึงอยู่ตรงรอยต่อที่วัยรุ่นจำนวนมากคุ้นเคย แม้ชีวิตจริงจะไม่สุดขั้วเท่าในนิยาย แม่คิดว่า “ฉันเป็นห่วง” แต่ลูกอาจได้ยินว่า “แม่ไม่ไว้ใจฉัน” แม่มองว่าโลกข้างนอกอันตราย ขณะที่ลูกกำลังคิดว่า ถ้าไม่ออกไป แล้วเมื่อไรชีวิตของฉันจะเริ่มเสียที
บางทีการโตขึ้นอาจไม่ได้หมายถึงการเลิกรักคนที่ปกป้องเรา แต่อาจหมายถึงการเริ่มต่อรองว่า เราต้องการให้เขาปกป้องเราแค่ไหน
ยืมอ่านได้ที่ TK Park TH↗ หรืออ่านบนแอป Libby ในรูปแบบ e-book ↗ และ audiobook ↗

เข้าใจแม่ ไม่ได้แปลว่าต้องเห็นด้วยกับแม่
พอโตขึ้น เราอาจเริ่มมองเห็นความซับซ้อนอีกแบบหนึ่ง พ่อแม่ไม่ใช่คนที่ถูกเสมอไป และการกลับมา “อ่านแม่” อีกครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยข้อสรุปว่า ทุกสิ่งที่แม่ทำล้วนถูกต้องเพียงเพราะเกิดจากความรัก
Educated หรือฉบับภาษาไทย บันทึกศึกษา: หลักสูตรเร่ง LIFE เขียนโดย ทาร่า เวสต์โอเวอร์ (Tara Westover) แปลโดย ธนกร นำรับพร ตีพิมพ์ในปี 2018 ซึ่งมีเนื้อหาเป็นบันทึกเรื่องราวของเธอที่เติบโตในครอบครัวแนว survivalist ที่เน้นพึ่งพาตัวเองและไม่ไว้วางใจระบบของรัฐ พ่อไม่เชื่อทั้งการศึกษาในระบบและการแพทย์สมัยใหม่ เวสต์โอเวอร์ จึงไม่ได้เข้าโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วไป ก่อนจะออกจากบ้านและไปไกลถึงการสำเร็จปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
แต่ บันทึกศึกษา: หลักสูตรเร่ง LIFE ไม่ได้เล่าเพียงการเดินทางจากเด็กที่ไม่เคยเข้าโรงเรียนไปสู่ปริญญาเอก หากยังเป็นเรื่องของการค่อย ๆ มองครอบครัวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อ เวสต์โอเวอร์ ยอมรับว่าความรุนแรงที่ได้รับจากพี่ชายไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกมองข้าม เธอพยายามบอกเรื่องนี้กับครอบครัว แต่แม่ที่เธอรักกลับไม่อาจยอมรับความจริงที่ลูกสาวเล่า และไม่สามารถยืนอยู่ข้างเธอได้ จนในที่สุด เวสต์โอเวอร์ ต้องเลือกระหว่างเรื่องเล่าแบบเดิมของครอบครัว กับการเชื่อในประสบการณ์ของตัวเอง
เมื่อมองแม่ใหม่ เวสต์โอเวอร์ เข้าใจมากขึ้นว่าแม่เองก็มีความกลัวและข้อจำกัด ความเข้าใจนี้ไม่ได้แปลว่าเธอต้องยอมรับทุกการตัดสินใจของแม่ เราสามารถรักใครสักคน เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้น และยังเลือกเดินไปในทางที่ต่างจากเขาได้
ยืมอ่านได้ที่ TK Park ฉบับภาษาไทย TH↗ หรืออ่านบนแอป Libby ในรูปแบบ e-book ↗ และ audiobook ↗

เรารู้จักแม่ดีแค่ไหน
คำถามนี้อาจไม่เกิดขึ้นตอนแม่ยังอยู่ที่บ้านทุกวัน ในวันที่แม่ไม่อยู่ (Please Look After Mom) ของนักเขียนเกาหลีใต้ ชินกยองซุก (Shin Kyung-sook) แปลโดย วิทิยา จันทร์พันธ์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในเกาหลีเมื่อปี 2008 เรื่องทั้งหมดเริ่มจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่แม่เกิดหายตัวไประหว่างเดินทางมาเยี่ยมลูก ๆ ในกรุงโซล พ่อกับแม่พลัดหลงกันที่สถานีรถไฟใต้ดิน ครอบครัวจึงต้องทำโปสเตอร์คนหาย และปัญหาเล็ก ๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้น ลูก ๆ ไม่แน่ใจว่าจะเขียนอายุแม่เท่าไร รายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับแม่ไม่มีใครตอบได้
เมื่อแต่ละคนเริ่มย้อนกลับไปค้นความทรงจำ พวกเขาค่อย ๆ พบว่า ผู้หญิงที่ทุกคนเรียกว่า “แม่” มาทั้งชีวิต มีชีวิตอีกหลายส่วนที่ไม่มีใครเคยถามถึง เธอเคยต้องการอะไร เคยเหนื่อยแค่ไหน เคยรักใคร เคยอยากไปไหน หรือมีเรื่องอะไรที่เก็บไว้กับตัวเอง
คำถามจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “แม่อยู่ที่ไหน” ไปเป็น “ตลอดเวลาที่แม่อยู่กับเรา เราเคยรู้จักแม่จริง ๆ หรือเปล่า”
เป็นคำถามที่ตอบไม่ง่ายนัก เพราะบางทีเรารู้ว่าแม่กินกาแฟแบบไหน แต่ไม่รู้ว่าแม่เคยอยากทำงานอะไร รู้ว่าแม่ชอบดูละครเรื่องไหน แต่ไม่รู้ว่าแม่กลัวอะไรมากที่สุด เราใช้เวลาหลายสิบปีเรียกใครคนหนึ่งว่า “แม่” จนบางครั้งลืมไปว่า ชีวิตของเธอยังมีอีกหลายบทที่ไม่เคยเล่าให้เราฟัง
ยืมอ่านได้ที่ TK Park TH↗

แล้วคนที่เคยดูแลเรา ก็เริ่มเดินช้าลง
การเปลี่ยนบทบาทระหว่างแม่กับลูกไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ไม่มีประกาศ ไม่มีพิธี และไม่มีใครบอกว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปคุณจะกลายเป็นคนดูแลคนที่เคยดูแลคุณ มันมักเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อย่าง “ไปหาหมอวันไหน” “กินยาหรือยัง” “ขับรถไหวไหม” หรือ “เดี๋ยวไปด้วย”
Graphic Memoir ที่เขียนขึ้นเมื่อปี 2014 โดยนักวาดการ์ตูนชาวอเมริกัน Roz Chast หนังสือ Can't We Talk About Something More Pleasant? พาเราเข้าไปอยู่ในช่วงเวลาเหล่านี้อย่างไม่พยายามทำให้มันงดงามเกินจริง Chast เล่าถึงการดูแลพ่อแม่สูงวัยของตัวเอง ตั้งแต่เรื่องบ้าน สุขภาพ ค่าใช้จ่าย สถานดูแลผู้สูงอายุ ไปจนถึงความตาย เรื่องที่พ่อแม่ของเธอเองก็อยากเปลี่ยนหัวข้อทุกครั้งที่ลูกพยายามชวนคุย
ความดีของเล่มนี้คือ มันยอมให้ความรักอยู่ร่วมกับความหงุดหงิดได้ เรารักพ่อแม่และเหนื่อยได้ ห่วงและรำคาญได้ พยายามทำสิ่งที่ดีที่สุด และบางวันก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าสิ่งที่ดีที่สุดคืออะไร นี่อาจเป็นความสัมพันธ์แม่–ลูกอีกแบบที่เราไม่ค่อยเห็นบนการ์ดวันแม่
คนที่เคยจับมือเราข้ามถนน วันหนึ่งอาจเดินช้ากว่าเรา และเราเองกลายเป็นฝ่ายหันกลับไปดูว่าแม่ตามมาทันหรือยัง
ยืมอ่านได้ที่ TK Park ฉบับภาษาอังกฤษ EN↗ หรืออ่านในรูปแบบ e-book ได้บน Libby↗

เมื่อแม่อยู่ในวันเวลาที่เรียบง่าย
พื้นที่ให้เศร้า (Crying in H mart) อยู่ปลายทางของการ “อ่านแม่” ในช่วงเวลาที่แม่ไม่อยู่กับเราแล้ว บันทึกความทรงจำของ มิเชลล์ ซอเนอร์ (Michelle Zauner) นักร้องและนักดนตรีที่รู้จักกันในชื่อ Japanese Breakfast แปลโดย C.S. ตีพิมพ์ในปี 2021 เล่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ชาวเกาหลี ตั้งแต่วัยเด็ก ความคาดหวัง ความขัดแย้งในช่วงวัยรุ่น ไปจนถึงวันที่ซอเนอร์อายุ 25 และรู้ว่าแม่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
หลังแม่จากไป สิ่งที่พาแม่กลับมาไม่ใช่สิ่งของมีค่าหรือคำพูดพิเศษอะไรเลย แต่เป็นอาหาร ทั้งกิมจิ บะหมี่ สาหร่าย กลิ่นบางอย่างในครัว และ H Mart ซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชียที่ทุกครั้งที่เธอเดินผ่านชั้นวางสินค้า ความทรงจำเกี่ยวกับแม่ค่อย ๆ กลับมา
คนที่จากไปแล้วกลับมาอยู่ในของธรรมดาอย่างน่าประหลาด บางคนอยู่ในสูตรไข่พะโล้ บางคนอยู่ในวิธีพับถุงพลาสติก บางคนอยู่ในเสียงโทรทัศน์ตอนเย็น หรือประโยค “เอาอะไรไหม เดี๋ยวแม่แวะซื้อ” ที่ตอนยังได้ยินทุกวัน เราไม่เคยคิดว่าจะมีอะไรให้จดจำ
ซอเนอร์กลับไปหาอาหารเกาหลีเพื่อเชื่อมต่อกับแม่ และในเวลาเดียวกันก็กลับไปพบความเป็นเกาหลีส่วนหนึ่งของตัวเองที่เคยห่างออกไป สิ่งที่แม่ทิ้งไว้กับลูกจึงอาจไม่ใช่เพียงความทรงจำเกี่ยวกับแม่ แต่เป็นส่วนประกอบบางอย่างในตัวเราด้วย
เราใช้ชีวิตหลายอย่างโดยไม่รู้ตัว เพราะเคยเห็นแม่ทำ พูดบางประโยคแล้ววันหนึ่งตกใจว่าเสียงเหมือนแม่เหลือเกิน หรือซื้อของบางอย่างติดบ้านโดยไม่เคยถามตัวเองว่าทำไม กว่าจะรู้ตัว คนที่เราเคยพยายามเดินออกห่างในบางช่วงของชีวิต ก็อยู่ในชีวิตเรามาตลอด
ยืมอ่านได้ที่ TK Park TH↗