
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ร่วมกับ alpha+ sandbox เปิดเวที HACKATHON: OPENING DAY ภายใต้โครงการ TOMORROW CREATOR BOOK LAB แล็บสร้างสรรค์สำหรับคนทำหนังสือ ณ ชั้น 5 ศูนย์การค้ายูเนียน มอลล์ เพื่อเปิดพื้นที่ Sandbox ให้คนทำหนังสือ นักเขียน ครีเอเตอร์ ผู้สร้างสรรค์พื้นที่เกี่ยวกับหนังสือ สำนักพิมพ์ และผู้ร่วมสร้างสรรค์ไอเดียธุรกิจ มาร่วมทดลองทางความคิด ค้นหาทางรอด ทางเลือก และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือไทยไปข้างหน้า

ในพิธีเปิด คุณวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ ได้กล่าวต้อนรับและเปิดเผยถึงความตั้งใจของการรวมตัวกันในครั้งนี้ โดยผู้เข้าร่วมโครงการได้ผ่านการปูพื้นฐานความรู้เข้มข้นใน 5 หลักสูตรออนไลน์มาแล้ว ทั้งด้านธุรกิจหนังสือ (Booktrepreneur), ทักษะบรรณาธิการ, การตลาดดิจิทัล, ลิขสิทธิ์ยุคใหม่กับการใช้ AI ในงานสร้างสรรค์ ตลอดจนการซื้อขายและแลกเปลี่ยนลิขสิทธิ์ระดับสากล ก่อนนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาลงมือปฏิบัติจริงในเวที Hackathon
คุณวัฒนชัย ได้เน้นย้ำถึงแกนความคิดสำคัญของคำว่า “หา” ซึ่งสะท้อนถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะลุกขึ้นมาค้นหาบทใหม่ให้วงการหนังสือ โดยได้ฝากโจทย์ตั้งต้นให้แก่ผู้เข้าร่วมว่า "เราจะสร้างสรรค์อะไรก็ได้ ขอเพียงแค่มีหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนั้น"

ภายในงานยังจัดเต็มด้วยวงเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายมิติ เพื่อร่วมกันค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับวงการหนังสือ เริ่มต้นด้วยการเจาะลึกโจทย์สำคัญในหัวข้อ “ 'หนังสือหนังหา' หาอะไรบ้าง?” โดย ภูมิศาสตร์ รุจิรไพบูลย์ สิรภพ มหรรฆสุวรรณ และ สุพัตรา สุขสวัสดิ์ ทีม Course Director ที่มาฉายภาพเป้าหมายของแล็บในครั้งนี้ โดยชวนมองหนังสือให้ไกลกว่าตัวเล่ม ผ่านการเชื่อมโยงกับย่าน กิจกรรม เทคโนโลยี ผู้คน และพื้นที่ เพื่อสร้างประสบการณ์การอ่านและระบบนิเวศของหนังสือรูปแบบใหม่ พร้อมค้นหาแรงจูงใจและแพสชันที่จะผลักดันความคิดให้เกิดขึ้นจริง ผ่านแนวคิด Believe, Resilience, Learn เพราะ “การจะได้ความจริง คือการทำงาน” การทดลองและลงมือทำจึงเป็นหนทางสำคัญในการค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ

ต่อด้วยการมองภาพใหญ่ของ “วงการหนังสือไทยในอนาคต” โดย ปฏิกาล ภาคกาย บรรณาธิการสำนักพิมพ์แซลมอน ที่มาร่วมแชร์มุมมองด้านเทรนด์และทิศทางของคนอ่าน-คนเขียนยุคใหม่ ชวนมาค้นหาความแตกต่างและพื้นที่ใหม่ ๆ ในวงการหนังสือ โดยไม่จำกัดหนังสือไว้เพียงตัวเล่ม แต่สามารถต่อยอดเนื้อหาไปสู่สินค้า กิจกรรม หรือประสบการณ์รูปแบบต่าง ๆ ขณะเดียวกันโลกดิจิทัลยังเปิดโอกาสให้นักเขียนและผู้สร้างสรรค์หน้าใหม่ได้ทดลองและเผยแพร่ผลงาน สิ่งสำคัญคือการค้นหา “สิ่งที่น่าสนใจ” และลงมือทำ
นอกจากนี้ ดร.บุษราคัม ศรีจันทร์ หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ร่วมถ่ายทอดมุมมองในหัวข้อ “เมืองแห่งหนังสือ” ถึงการเชื่อมโยงหนังสือและพื้นที่อ่านเข้ากับวิถีชีวิตของคนเมือง โดยเชื่อมโยงการอ่านเข้ากับกิจกรรม แพลตฟอร์ม โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน รวมถึงนำบ้านหนังสือ สวนสาธารณะ และพื้นที่ใต้ทางด่วน มาพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ ความหลากหลายของพื้นที่และกิจกรรมจึงเป็นพลังสำคัญในการผลักดันกรุงเทพฯ สู่มหานครแห่งการเรียนรู้

พร้อมชวนมองการสร้างคอมมูนิตี้ในหัวข้อ “คืนชีวิตให้หนังสือ แบบ Book Facilitator” โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล ผู้ขับเคลื่อน booklo (เทศกาลหนังสือมือสอง) ชวนมองคุณค่าของหนังสือผ่านแนวคิด Circular Economy เพราะหนังสือไม่ได้หมดคุณค่า เพียงแค่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้อ่าน การนำหนังสือมือสองมาสร้างตลาดและกิจกรรมรูปแบบใหม่จึงไม่เพียงช่วยหมุนเวียนหนังสือ แต่ยังสร้างคอมมูนิตี้ที่ทำให้ผู้คนออกจากบ้านมาเจอกัน โดยมีความแตกต่างและคอนเซปต์เป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม

ก่อนจะปิดท้ายด้วยหัวข้อ “Book & Melody: เสียงดนตรีกับการอ่านในร้านหนังสือ” โดย พงศ์จักร พิษฐานพร (เอ๊ะ ละอองฟอง) อดีตคอลัมนิสต์นิตยสาร ที่มาร่วมเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์และการสร้างประสบการณ์การอ่านผ่านเสียงดนตรี ชวนออกแบบพื้นที่อ่านหนังสือให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ผู้คนรู้สึกสบายและอยากใช้เวลากับสิ่งที่รัก โดยใส่ใจทั้งอากาศ อุณหภูมิ เสียง และแสง ขณะเดียวกันโซเชียลมีเดียสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมคนที่มีรสนิยมเดียวกันจากออนไลน์สู่ออนไซต์ จนพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้ในแต่ละย่านและเชื่อมต่อกันในระดับเมือง พร้อมฝากให้ทุกคนทำสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างพื้นที่ที่ทำให้เราได้อยู่กับสิ่งที่รักไปนาน ๆ
โครงการ TOMORROW CREATOR BOOK LAB จึงเป็นพื้นที่สำหรับการทดลองและการลงมือทำ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สำรวจโจทย์ที่ยังไม่มีใครตอบ ทำความเข้าใจ Pain Point ของกลุ่มเป้าหมาย และออกแบบพื้นที่ใหม่ ๆ ให้หนังสือได้เข้าไปอยู่ในชีวิตของคนอ่าน ก่อนนำองค์ความรู้และประสบการณ์จาก Hackathon Journey มาต่อยอดไอเดียให้กลายเป็นโปรเจกต์ที่ “ทำได้จริง” และร่วมกันเขียน “บทถัดไป” ให้กับวงการหนังสือไทยต่อไป