โดยความร่วมมือของ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ที่มุ่งขับเคลื่อนวัฒนธรรม “การอ่าน” ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเรียนรู้ของเด็กไทยยุคใหม่ เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมงานวิจัย นโยบาย และการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดเวที “อ่าน อาน อ๊าน” ชี้พลังการอ่านยกระดับทักษะเด็กไทยในยุค AI
นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) กล่าวเปิดเวทีและพูดถึง การสร้างวัฒนธรรมการอ่านไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการศึกษา แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่ทำให้เด็กและประชาชนสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยความเปราะบางทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และความขัดแย้ง “เด็กคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลก หน้าที่ของเราคือสร้างโลกที่เข้มแข็งให้เด็กได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ” วัฒนชัยกล่าว
ด้าน นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. เปิดเผยผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคมของโครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” ซึ่งดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายการเรียนรู้ทั่วประเทศ พบว่า การลงทุนทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้ถึง 1.71 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่ม 71% ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโครงการสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับเด็ก ครอบครัว และชุมชน ทั้งด้านทักษะการอ่าน การเขียน สมาธิ และความสัมพันธ์ในครอบครัว
รองศาสตราจารย์ ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ และ อาจารย์ณัฐพล สีวลีพันธ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นำเสนอผล SROI พบว่าโครงการ “อ่าน อาน อ๊าน” พัฒนากระบวนกรการอ่านแล้ว 421 คน ผ่าน 3 โมเดล ได้แก่ โครงสร้างการศึกษา ชุมชน และออนไลน์ โดยใช้งบเฉลี่ยเพียง 4,716 บาทต่อกระบวนกร 1 คน
ผลลัพธ์ครอบคลุมทั้งด้านเด็ก ครอบครัว และระบบการศึกษา กล่าวคือ เด็กมีความสุขกับการอ่านเพิ่มขึ้น 7.5/10 คะแนน และ 85.2% มีพัฒนาการด้านทักษะจากชุดหนังสือ ขณะที่ 76% ของครอบครัวอ่านหนังสือร่วมกันมากขึ้น และในกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางทางภาษา การลงทุน 1 บาทสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 2 บาท สะท้อนว่าการอ่านคือการลงทุนเชิงสังคมที่คุ้มค่าในระยะยาว

ล้อมวงกำหนดทิศทาง “ระบบนิเวศการอ่านไทย” สู่อนาคตเด็กไทยยุค AGI
เวทีวิชาการ “จาก SROI ถึงทิศทางอนาคตของระบบนิเวศวัฒนธรรมการอ่าน เพื่อเด็กไทยยุค AGI” รวมผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ชี้ว่าการอ่านยังมีบทบาทสำคัญในการฝึกสมาธิและวิเคราะห์เชิงลึกแม้ในยุค AI และควรสร้างให้เป็นวัฒนธรรมที่สังคมร่วมผลักดัน ด้าน ดร.จอมหทยาสนิท พงษ์เสถียร สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา ระบุว่าการส่งเสริมการอ่านบรรจุในแผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ขับเคลื่อนผ่านแนวทาง “3 ลด 3 เร่ง 3 เพิ่ม”
นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการผู้อำนวยการ TK Park เผยว่าปัจจุบัน TK Park มีเครือข่าย 27 แห่งใน 24 จังหวัด ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ การออกแบบพื้นที่ และการพัฒนาบุคลากรร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมพัฒนาแนวคิด Pop-Up Library เพื่อกระจายโอกาสการอ่านสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

เรื่องเล่าจากสนาม: การอ่านที่กำลังเปลี่ยนอนาคตเด็กไทย
จากพื้นที่จริง รศ.ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ ชายแดนใต้ และ พิทยา พานทอง แม่ฮ่องสอน สะท้อนตรงกันว่าการปรับหนังสือให้เข้ากับบริบทชุมชน ทั้งภาษาและวัฒนธรรม คือกุญแจสำคัญ นวัตกรรม “อาสาป๊ะย่าม” และ “อาสาอ่านนิทาน” ช่วยนำหนังสือเข้าถึงเด็กในพื้นที่ห่างไกล จนผู้ปกครองเห็นคุณค่าของการศึกษาและเด็กไม่หลุดออกจากระบบการเรียนรู้
พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี ย้ำด้วยหลักฐานทางการแพทย์ว่า ช่วงวัย 0–5 ปี สมองเด็กพัฒนาเร็วที่สุดถึง 90% การอ่านนิทานจึงกระตุ้นการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ ระพีพรรณ พัฒนาเวช นักวิชาการโครงการ เสริมว่าหลักสำคัญคือ “อ่านให้ฟัง ไม่สอนแทรก” เพื่อให้เด็กเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ และแก้ปัญหาเด็กไทยกว่า 30% ที่อ่านหนังสือไม่ออก
ในช่วงสรุปเวที ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท หัวหน้ากลุ่มวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่า การส่งเสริมการอ่านคือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางการเรียนรู้” ให้กับเด็ก โดยครอบครัวเป็นพื้นที่แรกที่เด็กเรียนรู้ภาษาและความสัมพันธ์ หนังสือจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ผ่านการมองเห็น การฟัง และการจินตนาการ พร้อมเสนอว่าการสร้างระบบนิเวศการอ่านจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในลักษณะ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ระหว่างภาคนโยบาย ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กไทย

ปิดท้ายเวที ประพาฬรัตน์ คชเสนา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สสส.) กล่าวถึงการเดินทางกว่า 10 ปีของโครงการ “อ่าน อาน อ๊าน” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการอ่านสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางสถานการณ์ที่เด็กไทยจำนวนไม่น้อยยังเผชิญปัญหาอ่านไม่ออก และมีเด็กกว่า 20% ที่มีพัฒนาการล่าช้า โดยกว่า 70% เป็นด้านภาษา จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างวัฒนธรรมการอ่านในครอบครัวและสังคม
เวทีครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นการรวมพลังของผู้ที่เชื่อว่า “การอ่านคือรากฐานของอนาคต” และการสร้างระบบนิเวศการอ่านที่เข้มแข็ง คือกุญแจสำคัญในการพัฒนาเด็กไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพในโลกยุคใหม่