TK News
TK Reading Club ตอน Mostly Cloudy มีเมฆเป็นส่วนมาก
clock วันเสาร์ที่ 16 ก.ย. 2560

MostlyCloudy.jpg

TK Reading Club ตอน “Mostly Cloudy มีเมฆเป็นส่วนมาก” พูดคุยกับ "แชมป์ - ทีปกร วุฒิพิทยามงคล" พิธีกร นักวาด บรรณาธิการ และนักเขียนหนุ่มผู้เป็นนักจับตาเทรนด์ใหม่ๆ ของโลกโดยเฉพาะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

ทำไมถึงเป็น Mostly Cloudy
พี่แชมป์กล่าวว่ามาจากการคิดถึงคำว่า Cloud Computing ซึ่งเป็นศัพท์ทางคอมพิวเตอร์ด้วย เหมือนคำที่เท่ ยิ่งใหญ่ เป็นคำมาร์เกตติ้ง แต่ก็เป็นกลุ่มก้อนบางอย่างที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงในอนาคต เหมือนเทคโนโลยี เราเห็นหน้าตามัน แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะของก้อนเมฆด้วย จึงกลายมาเป็นชื่อหนังสือซึ่งเริ่มเขียนตั้งแต่ 3 ปีก่อน

ตั้งตัวเองไว้จุดไหนในการเฝ้าดูปรากฏการณ์เทคโนโลยี
พี่แชมป์ตอบว่า ถอยตัวเองออกมาได้ไม่เยอะเราถอนตัวเองออกมาจากเทคโนโลยีไม่ได้ เพราะเราเติบโตมากับเทคโนโลยี แม้แต่กระบวนการเขียนและพิมพ์มันก็ต่างกันมากในการจะพรีเซนต์ไอเดียออกมา

เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและวิธีคิดของคนร่วมยุคสมัยไปมาก เช่น เราไม่จำเป็นต้องมีบทสนทนาบางแบบ อย่างเถียงกันเรื่องวันเกิดดาราก็คงไม่มีในสมัยนี้ เพราะเราเสิร์ชได้เลย ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาด้วยซ้ำ ทั้งที่สมัย 15 ปีก่อนมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะนึกถึงจุดนี้ว่าเราจะไม่ต้องคุยกันเรื่องนี้อีกต่อไป

ความไม่สวยที่กลายเป็นความนิยม : ปรากฏการณ์น่าจับตาในโลกอินเทอร์เน็ต
พี่แชมป์กล่าวว่าอินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงคนมากพอที่จะทำให้คนกลุ่มเล็กๆ รวมกันเป็นคนกลุ่มใหญ่ได้ เช่น สติ๊กเกอร์ไลน์ที่ไม่สวย มีคนซื้อเพราะอยากให้เกิดเอฟเฟ็กต์กับคนที่เราส่งไป จนทำให้แบรนด์การ์ตูนสวย ๆ ต้องปรับตัว เช่น ทำไข่ขี้เกียจที่ทำให้คนรู้สึกว่าขี้เกียจเหมือนเราเลย ความไม่เพอร์เฟ็กต์กลายเป็นเสน่ห์ไป เพราะคนรู้สึกร่วมได้มากกว่า

ชาวโซเชียล = ชาวท่าแซะ ?
พี่แชมป์กล่าวว่าคนในเน็ตจะมีความ “แซะ” แต่ไม่แซะเหมือนคำว่าคนดี ไม่ได้โพสิทีฟหรือดูเป็นคำที่ให้ความหมายในแง่บวกเหมือนเดิมอีกต่อไป หรือเช่นประโยค “แหมน่ารักจังเลย”เราเห็นแค่คำ ก็ไม่รู้ว่าคนโพสต์ต้องการสื่อสารอะไรกันแน่ อินเทอร์เน็ตมีความลอยๆ ที่ทำให้คนคนหนึ่งตีความได้หลากหลาย หรืออย่างคำว่า “คหสต.” หรือความเห็นส่วนตัวก็กลายเป็นคำที่ถูกโจมตีว่าพูดเพื่อป้องกันไม่ให้คนด่า แต่นักวิชาการท่านหนึ่งก็บอกว่าเป็นการใช้เพื่อแยกความเห็นกับข้อเท็จจริง แต่บางครั้งเมื่อถูกใช้มากเกินไปก็จะถูกมองว่าเป็นคำที่ไร้ประโยชน์

ไวแค่ไหนถามใจเธอดู : ไวแค่ไหนถึงเรียกว่าไวในโลกโซเชียล
พี่แชมป์กล่าวว่าสิ่งที่คนก่อนยุคอินเทอร์เน็ตไม่เข้าใจ เช่น ทำไมอ่านแล้วต้องตอบ ทำให้เกิดพื้นที่การตีความหรือเข้าใจผิดกัน เช่น บางคนอาจจะคิดว่า 5 นาทีช้าไป ไม่ตอบก็ทนไม่ได้ ต้องทำให้สมดุล การสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่ต้องทำข้อตกลงด้วยซ้ำมันไม่ใช่การสื่อสารที่ง่าย คนในอินเทอร์เน็ตต้องจัดการกับเรื่องนี้ เช่น เวลาเปิดพับลิกก็จะมีใครก็ไม่รู้มาคุยกับเราดราม่าเกิดขึ้นจากการผิดกลุ่มเป้าหมาย มันเป็นเหมือนกฎที่ไม่มีใครพูดถึง คิดว่ารู้กันเอง แต่จริงๆ เราเข้าใจไม่ตรงกัน

อัลกอริธึมกับผลกระทบต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
พี่แชมป์กล่าวว่าอัลกอริธึมคือการสุ่มเดาพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทวิตเตอร์เรียงตามไทม์ไลน์ ถ้ามีคนรีทวีตมันจะเด้งขึ้นมาอีก ถ้าไม่มีก็ไหลลงไปข้างล่าง แต่เฟซบุ๊กก็ไม่มีการเรียงที่ชัดเจนขนาดนั้น แม้แต่วิศวกรเฟซบุ๊กเองก็ไม่รู้ว่าโพสต์อะไรจะเด้งขึ้นมาบางครั้งมีการเอาโพสต์ของบางคนขึ้นบ่อยๆ เพราะเราไปไลก์บ่อย เฟซก็เอาไปคิดว่าเราไปกดเยอะแสดงว่าเราชอบ ซึ่งในที่สุดแล้วอาจทำให้เราไม่ไปไหนเพราะมันจะโชว์แต่สิ่งที่เราชอบ ทำให้บางคนถูกตัดขาดออกไปเลย พอเราไม่ไลก์เขาก็หายไปจากสารบบเลย เฟซบุ๊กก็พยายามบอกว่าไม่จริง ไม่ได้ทำแบบนั้น ซึ่งเราพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงไหม

นอกจากนี้ยังมีการทดลองให้คนที่อยู่คนละขั้วการเมืองเช่น คนที่เชียร์ฮิลลารีกับคนที่เชียร์ทรัมป์สลับกันอ่านฟีดอีกฝ่าย ปรากฏว่าต่างฝ่ายต่างไม่อยากอ่านและเข้าเฟซบุ๊กน้อยลง ทำให้เฟซบุ๊กรู้สึกว่าต้องทำให้คนอ่านชอบจะได้มีคนเข้าเฟซบุ๊กมากๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรจะตระหนัก ไม่ใช่ไปเข้าใจว่าใครๆ ก็เป็นคนแบบเราหมดเพราะวันๆ เห็นแต่ฟีดที่เราชอบะมีวิถีชีวิตคล้ายๆ เราทำให้เราไม่เคยถูกชาเลนจ์มาก่อนเลย วันหนึ่งถูกท้าทายคงลำบาก เหมือนทำไมบางแอพไม่มีปุ่มdislike มีแต่โกรธ เพราะผู้สร้างอยากทำให้ประสบการณ์มันเป็นบวก ส่วนปุ่มโกรธอาจจะไม่ได้ดูโกรธจริง โกรธจริงอยู่ในคอมเมนต์ต่างหาก (ผู้ฟังหัวเราะ) เหมือนสติ๊กเกอร์ไลน์ยังไงก็ดูไม่โกรธจริง มันไม่ได้สื่อสารได้ขนาดนั้น

Privacy ในโลกโซเชียล
พี่แชมป์ตั้งคำถามว่าในโลกโซเชียล น้องๆ คิดว่ามีอันตรายเพิ่มมากขึ้นไหม เช่น จากการเช็กอินในเฟซบุ๊ก น้องนักอ่านคนหนึ่งตอบว่า หากไม่ได้เป็นเซเลบก็ไม่น่าจะอันตราย พี่แชมป์กล่าวว่า คนที่รู้สึกว่าไม่อันตรายก็อาจจะอันตราย ส่วนคนที่รู้สึกว่าอันตรายอาจจะไม่ค่อยอันตรายมากเพราะมีความระแวดระวัง

พี่แชมป์เสริมว่าในโลกโซเชียลมันอันตรายมากขึ้น เช่น การแชร์โลเกชั่น เช็กอิน ก็มีข่าวโดนปล้น แต่ประโยชน์ของการเช็กอินคือทำให้เราจำได้ว่าเราเคยทำอะไรที่ไหน ซึ่งทำให้เราเสพติดมันไปอีก

ดราม่าในโลกโซเชียลกับสกิลช่างมัน
พี่แชมป์ตอบว่าเคยเจอเรื่องดราม่าแล้วนั่งไล่ตอบกลับ แต่ทุกวันนี้ดีขึ้นเยอะ ดราม่าในโลกออนไลน์ถ้าไม่ตอบเดี๋ยววมันก็หายไป แต่ถ้าตอบมันจะยืดเยื้อ อยู่ยาวนานกว่าเดิม พอตอบก็มีคนแคปไปแชร์ ทำให้เราต้องอยู่กับวงจรนั้นไปอีกนาน ดังนั้นต้องมีสกิล Ignoring หรือช่างมัน ไม่ควรจะไปรู้สึกไปทุกสิ่งทุกอย่าง ที่สำคัญคือต้องรู้ว่าเรื่องไหนที่ควรช่างหรือไม่ควรช่าง

กลุ่มเมฆของเทคโนโลยีในอนาคต
พี่แชมป์ตอบตามตรงว่าไม่รู้ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูต่อไป แค่พอรู้ว่าปีหน้าตัวเองจะทำอะไรเท่านั้น แต่ถ้าถามถึงอีกห้าปีนี่ไม่รู้จริงๆ

ถึงตรงนี้ น้องนักอ่านคนหนึ่งถามว่ามีวิธีทำงาน เช่น เขียนงานอย่างไรไม่ให้ซ้ำกับคนอื่น พี่แชมป์ตอบว่าไม่เห็นต้องกลัว เพราะในงานมันมีความเป็นตัวเอง อย่างไรก็ไม่ซ้ำ

ควรใช้ชีวิตแบบออฟไลน์หรือไม่
พี่แชมป์ตอบว่าในต่างประเทศมีแคมป์คล้ายการเข้าวิปัสสนา ริบมือถือ ห้ามเล่นโซเชียล แต่ต้องถามตัวเองว่าพอกลับไปสู่ชีวิตจริงแล้วมันดีขึ้นอย่างไร บาลานซ์ชีวิตได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นอย่าสุดโต่ง

เสพสื่ออย่างไรในโลกไอที
พี่แชมป์กล่าวว่าตอนนี้รับหน้าที่บรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ The Matter ตอนนี้ก็ต้องรู้ทุกเรื่อง ต้องรู้เท่าทันทุกเรื่องเพราะแนวเขียนมีหลากหลายมาก ไม่อย่างนั้นก็จะไม่รู้ว่านักเขียนพูดถึงเรื่องอะไร

ส่วนการรับสื่อก็พยายามอ่านให้เยอะขึ้นเยอะมาก แต่จะเข้าใจเร็วเพราะมีข้อมูลเก็บมาเยอะอยู่แล้ว เช่น อ่านเรื่อง AI ก็อ่านต่อได้เลย ไม่ต้องมาเริ่มใหม่ว่า AI คืออะไร เมื่ออ่านเยอะก็สื่อสารได้เยอะ

นอกจากนี้ทักษะการเรียนรู้ก็เป็นสิ่งสำคัญ คือ ควรเรียน “วิธีเรียน” ก่อนที่จะเรียน ทำให้เราเรียนรู้วิธีใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว เช่น นักวิชาการบางคนบอกว่า ให้ดูหลักการหลักๆ ก่อน แล้วค่อยดูเรื่องย่อยๆ แต่บางคนก็ไม่ใช่ คือบอกให้ดูหลักย่อย ๆ ก่อนแล้วไปดูหลักการหลัก ส่วนตนเองใช้วิธีดูหลักๆ ก่อน เช่น อ่านสแกนหนังสือรวดเร็วทั้งเล่มใช้เวลาประมาณ 1 ชม. แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะอ่านทั้งเล่มหรือไม่ คอร์สออนไลน์ก็มีสอน มหาวิทยาลัยต่างประเทศก็มีสอน

ข้อดี – ข้อเสียของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
พี่แชมป์ตอบว่าข้อดีของคอมพิวเตอร์ คือ
1.ตัดอคติความเป็นมนุษย์ มันไม่ค่อยมีไบแอสหรืออคติในรูปแบบเดียวกับมนุษย์ เช่น มนุษย์อาจจะเกลียดผู้หญิงคนนี้
2.รู้ข้อมูลและตัวแปรของมนุษย์ จึงเอาข้อมูลมาคำนวณได้ง่ายดาย
3.ไม่ยืดหยุ่น ไม่เห็นใจมนุษย์ ทำให้งานที่เป็นด้านทักษะการเจรจาต่อรองอาจไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้

ถึงตรงนี้พี่แชมป์ถามความคิดเห็นน้องๆ นักอ่านว่าคิดว่าอาชีพอะไรที่ยังไงก็ต้องเป็นมนุษย์ น้องๆ บอกว่างานสร้างสรรค์ งานศิลปะ อย่างไรก็ตามก็มีน้องคนหนึ่งกล่าวว่าที่ญี่ปุ่น หุ่นยนต์เขียนนวนิยายได้รางวัล ซึ่งแสดงให้เห็นความสามารถสุดไฮเทคของคอมพิวเตอร์

ภัยของ AI
พี่แชมป์กล่าวว่าภัยของ AI เท่าที่นึกออก แบบร้ายแรงที่สุด คือ ทำร้ายมนุษย์แบบภาพยนตร์เรื่องเทอร์มิเนเตอร์ ซึ่งคงไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่น่าจะเกิดจากแบบที่สองมากกว่าคือการทำงานของ AI ที่ผิดพลาดแล้วส่งผลเสียต่อมนุษย์ เช่น ตอนที่ให้ AI ตัดสินคดีในศาล คนดำก็ถูกตัดสินคดีว่าผิดมาก เพราะ AI มันเป็นภาพแทนของมนุษย์ มาจากข้อมูลที่มนุษย์ใส่ไว้ซึ่งมันมีไบแอส (อคติ) AI ก็มีไบแอส ไม่งั้นมันก็คิดไม่ได้ เหมือนเวลาเราคิด เรามีเรเฟอเรนซ์บางอย่าง มันฝังในข้อมูล เมื่อเอาข้อมูลไปใส่ในปัญญาประดิษฐ์ มันก็มีความคิดแบบนั้นไปด้วย

ฝากอะไรกับเด็กยุคใหม่ที่โตมาพร้อมๆ โลกดิจิทัล
พี่แชมป์กล่าวว่าอินเทอร์เน็ตคือสิ่งที่ทำให้เรามองเห็นตัวเลือกไม่จำกัด อย่างสมัยก่อนคนเป็นพระเอกลิเก อาจจะไม่ได้เกิดมาบอร์นทูบีเพื่อเป็นพระเอกลิเก แต่ทางเลือกอาจมีแค่ชาวไร่กับลิเก แล้วเขาเลือกลิเก เขาก็ไม่วอกแวก เขาไม่เห็นวิดีโอว่าใครก็เล่นกีตาร์ได้ อินเทอร์เน็ตทำให้คนเปลี่ยนใจไขว้เขวได้ง่ายกว่าเดิม มันเปิดให้เห็นภาพว่ามีโอกาสให้กับทุกคน อีกอย่างคือเราคิดแต่ว่าเราบอร์นทูบี แต่อาจไม่ใช่ เราอาจเป็นคนที่เป็นเป็ด คือทำได้ทุกอย่าง เรียนทุกอย่างได้ดีแต่ไม่มีอะไรดีที่สุด ซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นสกิลอย่างหนึ่งเลย อย่าไปเทียบกับคนอื่นว่าเราไม่เก่งเหมือนคนนั้นคนนี้ บางทีเขาอาจจะอิจฉาเราก็ได้ที่ทำได้ทุกอย่าง พี่แชมป์เสริมว่าทุกวันนี้ตนเป็นบรรณาธิการข่าวออนไลน์ก็เป็นแบบนี้ คือ แก้ภาพก็ได้ เขียนก็ได้ อ่านก็ได้

พี่แชมป์ทิ้งท้ายว่าในโลกดิจิทัลชีวิตมันยาก เพราะเราเจอแต่ภาพของความเป็นไปได้ ทำให้เราคิดว่าเราก็น่าจะเป็นแบบนั้นได้ แต่ความจริงคือทำให้เราสับสนไขว้เขว สุดท้ายเราจะรู้สึกแย่เพราะเราจะคิดว่าเราล้มเหลวเมื่อทำไม่ได้ จึงอยากบอกว่าโลกดิจิทัลเป็นแค่หน้าต่างที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่เราต้องตั้งเป้าหมายด้วย

Chestina Inkgirl