TK News
TK Reading Club ตอน แกะรอย “ลับแล, แก่งคอย” นวนิยายรางวัลซีไรต์
clock วันเสาร์ที่ 01 เม.ย. 2560

readingclub.jpg

 

TK Reading Club ตอน แกะรอย “ลับแล, แก่งคอย” นวนิยายรางวัลซีไรต์

              อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดกิจกรรมเอาใจคอวรรณกรรมรางวัลซีไรต์อย่างยิ่ง เมื่อ TK Reading Club หยิบเอา “ลับแล, แก่งคอย” นวนิยายรางวัลซีไรต์ที่เคยสร้างปรากฏการณ์คว้าสองรางวัลใหญ่อย่างซีไรต์และเซเว่นบุ้คอะวอร์ดพร้อมกัน โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคุณกิตติพล สรัคคานนท์ หรือพี่โย นักเขียนและบรรณาธิการมากความสามารถ มาร่วมพูดคุยกับผู้เขียนคือคุณอุทิศ เหมะมูล หรือพี่ม่อน เจ้าของผลงานระดับคุณภาพมากมายทั้ง “ลับแล, แก่งคอย” รางวัลซีไรต์ และผลงานลำดับถัดมาอย่าง “ลักษณ์อาลัย” “จุติ” ที่ยังคงรักษาคุณภาพในการเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ในปีถัดมาอย่างไม่ว่างเว้น
               ลับแล, แก่งคอย เป็นวรรณกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของครอบครัวหนึ่งนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงกลางทศวรรษ 2530 ซึ่งกินเวลาราวสามช่วงอายุคนนับแต่รุ่นปู่ย่าที่อพยพมาจากเมืองจีน ก่อให้เกิด “ครอบครัววงศ์จูเจือ” ซึ่งมีพ่อเป็นผู้ใช้แรงงาน และแม่เป็นหญิงสาวชาวอีสานที่มีความเชื่องมงาย กระทั่งมี “ลับแล” ตัวละครเอกของเรื่อง
              ลับแล วงศ์จูเจือ เป็นเด็กหนุ่มที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดจนกระทั่งถูกเข้าใจผิดว่าลับแลนั้น “ถูกผีเข้า” ทางครอบครัวจึงนำตัวลับแลไปรักษาที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ โดยเจ้าอาวาสมักจะให้ลับแลเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อระบายความในใจหลังทำวัตรเย็น ลับแลจึงเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของครอบครัวตน อันเป็นที่มาของเรื่องราวในนวนิยาย แบ่งออกได้ถึง 5 ภาค กินความตั้งแต่การอพยพข้ามน้ำข้ามทะเลมาของบรรพบุรุษ จนกระทั่งมาถึงภาคสุดท้ายซึ่งเป็นบทสรุปและมีตอนจบที่หักมุมสร้างสะเทือนใจให้แก่ผู้ที่ติดตามเรื่องราวมาตั้งแต่ต้นจนจบ

              กว่าจะมาเป็นลับแล, แก่งคอย
              การเสวนาเริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศสบาย ๆ โดยคุณกิตติพลชวนพูดคุยถึงการทำงานก่อนหน้าที่จะเกิดนวนิยายเรื่องนี้ขึ้น คุณอุทิศเล่าว่าอันที่จริงแล้วความคิดเริ่มแรกคืออยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เนื่องจากชื่นชอบการดูหนังเป็นอย่างมาก ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีหนังออนไลน์หรือแม้แต่ซีดี เขาก็ต้องไปเดินตามตลาดนัดเปิดท้ายขายของเพื่อตามหาวิดีโอภาพยนตร์ที่อยากดู และจุดเริ่มต้นของการเขียนคือเขียนบทรีวิวภาพยนตร์ให้กับนิตยสารนั่นเอง
เมื่อเขียนมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณอุทิศก็พบว่าสิ่งที่เขาต้องการจะทำก็คือการถ่ายทอดเรื่องราวที่สร้างไว้อยู่ในหัวออกมานั่นเอง ซึ่งกระดาษกับปากกากลับกลายเป็นเครื่องมือที่ดีอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากกล้องถ่ายหนัง
             “จริง ๆ เราอาจจะไม่เหมาะกับการทำหนังก็เป็นได้ เพราะมันวุ่นวาย เต็มไปด้วยเงื่อนไข อย่างสมมติเราอยากได้แสงแบบนี้ แต่พอถึงเวลาที่แสงมา นักแสดงยังแต่งหน้าไม่เสร็จ การทำหนังมันจึงไม่ใช่แค่เรื่องถ่ายภาพเคลื่อนไหวแต่มันคือการจัดการกับคนเยอะ ๆ ด้วย”
              ช่วงเวลานับแต่เรียนจบจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร กระทั่งก่อนจะถือกำเนิด “ลับแล, แก่งคอย” นวนิยายที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา อุทิศมีผลงานถึง 6 เล่ม เป็นรวมเรื่องสั้น 3 เล่มคือ ระบำเมถุน ปริมาตรรำพึง และกระจกเงา เงากระจก ส่วนอีก 3 เล่มคือรวมคอลัมน์ที่เขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ในนิตยสาร
กระทั่งวันหนึ่ง คุณอุทิศก็เริ่มลงมือเขียน “ลับแล, แก่งคอย” นวนิยายที่กลั่นขึ้นจากชีวิตและความทรงจำในวัยเด็ก
             “ตอนที่เราเขียน ทุกอย่างมันแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของเรา” คุณอุทิศเล่าถึงตอนที่เขียนลับแล, แก่งคอย เมื่อคุณกิตติพลถามว่าเมื่อจะลงมือเขียนถึงบ้านเกิด ได้กลับไปสำรวจพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลก่อนเขียนอีกรอบหรือเปล่า
             “ถ้ากลับไปดูก่อนอีกรอบ อาจจะเขียนไม่เหมือนเดิม เพราะหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไป บางอย่างก็ไม่มีอยู่แล้ว เช่นต้นแหน (ต้นสมอพิเภก) ที่เป็นฉากหนึ่งในเรื่อง” เขาหัวเราะ “ทั้งที่เป็นเรื่องจริงที่เคยมีอยู่ แต่เรื่องจริงในหัวเราก็กลายเป็นเรื่องเล่าไป”
             คุณอุทิศเล่าว่า ลับแล, แก่งคอย ใช้เวลาสร้างสรรค์ราว ๆ 2 ปี แต่หากจะนับกันจริง ๆ ครั้งแรกที่เขียนนวนิยายร่างแรกจบคือ 1 ปี จากนั้นเขาก็ทิ้งงานชิ้นนี้ไปทำอย่างอื่นราว 2 เดือนเพื่อลืมเรื่องราวและกระบวนการเขียนในนวนิยายเล่มนี้ให้หมด เมื่อผ่านช่วง 2 เดือนก็หยิบขึ้นมาแก้ไขอีกรอบ เขาทำอย่างนี้อีก 4-5 ครั้ง กินเวลาทั้งหมดราวสองปี
            “พออ่านอีกรอบ เราเห็นรูโหว่เต็มไปหมด”
            เขาเล่าว่าการทำงานเขียนที่ผ่านมาเขาไม่เคยแก้ไขเรื่องที่เคยเขียนมากเท่านวนิยายเล่มนี้ ทั้งเรื่องสำนวนภาษาและความถูกต้องของข้อมูลต่าง ๆ และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเขียนไทม์ไลน์ของเรื่องทั้งหมด แม้ว่าตัวละครอายุไม่มากนัก แต่การเล่าเรื่องย้อนไปถึงสามชั่วอายุคน ซ้ำยังเล่าสลับข้ามเรื่องราวไปมา จึงทำให้แม้แต่คนเขียนเองก็สับสนไทม์ไลน์ของตัวละครได้ง่าย ๆ นอกจากนี้ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เขาก็ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ปีที่โรงปูนซีเมนต์เปิดทำการ แล้วจึงเอาเกร็ดประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มาทำเป็นเรื่องเล่าอีกทอดหนึ่ง

            จบหักมุมหรือความจับใจ อะไรทำให้ประสบความสำเร็จ
            ต่อมาคุณกิตติพลชวนคุยถึงสถานะของนวนิยายเรื่องนี้ที่ประสบความสำเร็จอย่างดี จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนมัธยมศึกษาและระดับมหาวิทยาลัย แต่กิตติพลก็ยังมองว่าหลาย ๆ ส่วนในนวนิยายเล่มนี้เป็นแนวคิดที่เข้าถึงได้ยาก จะมีส่วนไหนบ้างที่จะจับใจหรือเข้าถึงคนทั่วไปบ้าง คุณอุทิศแสดงความเห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องของการเรียนรู้และเติบโตของเด็กชนชั้นกลางจากต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีไม่น้อยในสังคม
            “บางช่วงบางตอนมันมีความเป็นละคร มีเรื่องราวของครอบครัว มีความดราม่าครบรส เห็นภาพชีวิตของครอบครัวชานเมือง สภาพแวดล้อม และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในพื้นที่บ้านเกิด”
            อีกเรื่องหนึ่งที่พูดถึงกันอย่างออกรสในวงเสวนาคือ การหักมุมจบ ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาก็มีทั้งคนที่ชอบและเห็นว่าอาจไม่จำเป็นต้องหักมุม ส่วนคุณกิตติพลแสดงทัศนะว่าการหักมุมเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องเท่านั้น เนื้อเรื่องที่ตั้งใจเขียนต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต่อให้รู้จุดหักมุม แต่งานก็ยังคงมีคุณค่าอยู่
            “เมื่อไรที่เขียนหักมุมมาก ๆ จะต้องลองกลับมาอ่านอีกทีว่าสามารถอ่านแบบเรียบง่าย อ่านแล้วยังได้แนวคิดหรือข้อคิดสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการหักมุมได้ด้วย ถ้างานนั้นตัดจุดหักมุมออกไปแล้วไม่มีคุณค่าอื่น ๆ มันก็จะเป็นงานที่อ่านได้ครั้งเดียวเท่านั้น” คุณอุทิศแสดงทัศนะต่อการหักมุมในนวนิยายเล่มนี้และงานหักมุมชิ้นอื่น ๆ

            “ลับแล, แก่งคอย” “ลักษณ์อาลัย” “จุติ” นวนิยายไตรภาคแห่งแก่งคอย
            “เคยเขียน ๆ ไปแล้วเรื่องเปลี่ยนกลางทางไหม”
             นักอ่านคนหนึ่งที่ติดตามผลงานของคุณอุทิศมานานตั้งคำถามดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าตัวละครของคุณอุทิศมักจะเป็นตัวละครที่เติบโตและได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง จึงมีแนวคิดว่าการเติบโตของตัวละครอาจจะส่งผลให้เนื้อเรื่องอาจต้องขยับขยายตามการเติบโตนั้น ซึ่งคุณอุทิศได้ตอบคำถามว่าปกติจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เนื่องจากก่อนเขียนจะมีโครงร่างอะไรบางอย่างที่ชัดเจนวางไว้ในหัวแล้ว และรู้ว่าจะเล่าอะไร แบ่งเป็นกี่ตอนชัดเจน
             “ตอนที่เขียนเรื่องนี้ผมมีคำขึ้นต้นและตอนจบที่ชัดเจนมากในหัว ที่เหลือคือจะพาตอนขึ้นต้นไปถึงตอนจบอย่างไรให้สะเทือนใจที่สุด”
             “ทราบมาว่านวนิยายที่เขียนต่อจากลับแล, แก่งคอย ทั้งสองเล่มอย่างลักษณ์อาลัย และจุติ เป็นนวนิยายไตรภาค ได้วางแผนให้เป็นไตรภาคก่อนเขียนหรือเปล่า” หนึ่งคำถามจากวงเสวนาที่ถามถึงงานอีกสองเล่มที่เขียนหลังจากลับแล,แก่งคอยประสบความสำเร็จ
             คุณอุทิศเล่าว่าอันที่จริงนวนิยายทั้งสามภาคมีเนื้อหาแตกต่างกัน เล่มแรกคือ “ลักษณ์อาลัย” เป็นการเขียนเรื่องพ่อและหนังสืองานศพ ส่วน “จุติ” เป็นการทดลองสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ สิ่งที่ทั้งสามเรื่องเกี่ยวข้องกันคือ มีพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่ในพื้นที่แก่งคอยเท่านั้น ตนเองจึงมักจะเรียกงานชิ้นนี้ว่า “ไตรภาคเมืองแก่งคอย” แต่อันที่จริงหากนับ “ระบำเมถุน” ผลงานที่เขียนขึ้นก่อนลับแล, แก่งคอยเข้าไปด้วย ก็คงต้องนับเป็นจตุรภาคเมืองแก่งคอย เพราะใช้พื้นที่ของเมืองแก่งคอยเหมือนกัน
             สุดท้ายหากถามว่างานชิ้นไหนที่ใช้ฉาก บรรยากาศ และเรื่องเล่าของพื้นที่เมืองแก่งคอยได้เต็มอิ่มที่สุด คุณอุทิศตอบอย่างไม่ลังเลว่าก็ต้องเป็น “ลับแล, แก่งคอย” เล่มนี้ที่พูดได้อย่างเต็มปากหลังจากเขียนจบว่า
            “ภาระของเราบนพื้นที่แก่งคอยได้สิ้นสุดลงแล้ว”

             คำถามจากทางบ้าน
            นอกจากคำถามในวงเสวนาแล้ว กิจกรรม TK Reading Club ก็ได้ถ่ายทอดสดผ่านช่องแฟนเพจ จึงมีคำถามจากทางบ้านมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งคุณอุทิศก็ตอบทุกข้อสงสัย เช่น
            คำถาม : คุณอุทิศถนัดเขียนนิยายมากกว่าเรื่องสั้นหรือเปล่าคะ
            “เราเป็นคนที่มีความคิดเยอะ ความรู้สึกเยอะ และพอดีว่านวนิยายเป็นพื้นที่กว้าง ๆ ให้เขียนได้เต็มไม้เต็มมือ จึงมีความสุขกับการเขียนนวนิยายมากกว่า แต่นักเขียนบางคนอาจจะถนัดเครื่องมือที่แตกต่างกันไป” แต่คุณอุทิศก็พูดเสริมพลางหัวเราะ “แต่ถ้าจะให้เขียนเรื่องสั้นก็เขียนได้นะ เขียนดีด้วย”
            คำถาม : คิดว่ามีบางส่วนในผลงานเล่มนี้เป็นแนวคิดแบบ Surrealism ไหมคะ?
           “ส่วนที่เห็นได้ชัดน่าจะเป็นฉากความฝันของแม่ที่แม่ได้พบอะไรต่าง ๆ ในป่าหิมพานต์และเอามาตีเป็นตัวเลข ในส่วนนี้ผมต้องไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับโหราศาสตร์มาดูเลยนะว่าฝันถึงอะไรตีความเป็นอะไรได้บ้าง เช่น ฝันเห็นแหวนตีเป็นเลขอะไรได้ ตรงนี้เรียกว่าเราไม่ได้มั่ว มีการค้นคว้าจริง” คุณอุทิศพูดพร้อมกับหัวเราะ
            คำถาม : มีนวนิยายแนวไหนที่อยากเขียนอีกไหมคะ?
           “คิดว่าอยากเขียนงานแนว Post-Apocalypses เป็นงานไซไฟเรียบง่าย ตัวละครน้อย ๆ บทสนทนาและบทบรรยายสะอาด ๆ แต่มีคลื่นคลั่งอยู่ข้างใน” คุณกิตติพลจึงเสริมว่าฟังดูน่าจะเป็นงานเชิงบทกวี เขียนคำน้อยแต่กินความมาก ซึ่งคุณอุทิศก็ได้ให้ความเห็นต่อไปว่า ยิ่งอายุมากขึ้น สิ่งที่เรารู้สึกและเขียนออกมาจะยิ่งค่อย ๆ ควบแน่นมากขึ้น

            การเสวนาจบลงด้วยความอิ่มเต็มในอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนหนังสือของคุณอุทิศ เหมะมูลที่ได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังและแนวคิดต่าง ๆ กว่าจะเป็น “ลับแล, แก่งคอย” ผลงานชิ้นเอก ตลอดจนกลเม็ดเคล็ดลับในการสร้างผลงานและแนวทางของผลงานเล่มอื่น ๆ อันจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งนักอยากเขียนและนักอ่านได้ติดตามผลงานคุณภาพเช่นนี้ต่อไป
            แล้วกลับมาพบกับกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ได้ใหม่ในครั้งหน้า เพราะการอ่านไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำราเรียน

หนอนหนังสือตัวอ้วน