TK News
ปราง ปรางทิพย์ กับลูกทุ่งสายประยุกต์
clock วันเสาร์ที่ 16 เม.ย. 2559

TKP_7968.JPG

         
         อุทยานการเรียนรู้ TK park ได้จัดกิจกรรม TK Music Ed. 2016: ลูกทุ่งสมัยใหม่ไปกับปราง ปรางทิพย์ กับเส้นทางการเป็นศิลปินของ ปราง – ปรางทิพย์ นักร้องสาวจากเวที The Voice Thailand Season 3 ที่หยิบเอาเอกลักษณ์ของเพลงไทยลูกทุ่งมาประยุกต์ให้เข้ากับแนวเพลงสมัยใหม่ จนเกิดเป็นกระแสที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเพลงลูกทุ่งมากขึ้น
         กระแสลูกทุ่งสมัยใหม่ของปรางเกิดขึ้นตั้งแต่การแข่งขันในรายการประกวดร้องเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างมากอย่าง The Voice Thailand Season 3 รอบ Blind Auditions เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นรอบแรกของรายการที่พิสูจน์ความสามารถจากเสียงร้องเท่านั้น สาวร่างเล็กจากเชียงรายได้นำบทเพลงลูกทุ่งอมตะอย่าง ‘สาวนาสั่งแฟน’ มาร้องใหม่ในสไตล์ร็อก ก่อนจะปิดท้ายด้วยเสียงร้องดั้งเดิมแบบลูกทุ่ง ส่งผลให้โค้ชทั้ง 4 คนพร้อมใจหันกลับมาเลือกเธอพร้อมกัน ด้วยเสียงร้องเอื้อนอันเป็นเอกลักษณ์ที่นำมาผสมผสานกับดนตรีร็อกได้อย่างลงตัว ขณะที่ในรอบต่อๆ ไปปรางก็ยังแสดงความสามารถด้านการร้องเพลงลูกทุ่งออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
          “ตอนประกวด The Voice หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเพลงลูกทุ่ง เพราะว่า music director คนที่คัดผู้ประกวดเข้าไป ให้เรามาคุยเรื่องเพลง ซึ่งมีเพลงหลายเพลงให้เลือกมากมาย แต่มาจบที่เพลง ‘สาวนาสั่งแฟน’ เพราะเราร้องลูกทุ่งได้ ตอนนั้นก็คิดว่าจะร้องยังไงให้น่าสนใจ เราก็บอกเขาว่า ท่อนแรกเป็นร็อก ท่อนหลังเป็นลูกทุ่งไหม ก็กลับไปซ้อมเองอยู่อาทิตย์หนึ่งเอง แล้วมาร้องเลย” ปรางเริ่มต้นเล่าถึงตอนประกวดในรายการ ซึ่งเลือกเพลงได้แตกต่างจากผู้เข้าประกวดคนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นเพลงสากล
         “ร้องเพลงตั้งแต่สองขวบ ยังพูดไม่ได้ แต่ร้องเพลงได้แล้ว ไม่ได้เรียนร้องเพลงเลย ฟังจากเขามาอีกทีหนึ่ง แล้วก็ร้องตามได้เอง จริงๆ เราร้องได้ทุกแนว ชอบทุกแนวเพลง แต่เพลงแรกที่หัดร้องได้คือเพลงของ พี่ยุ้ย ญาติเยอะ ตอนนั้นอยู่ ป.1 ยังอ่านหนังสือไม่ออก แม่ก็แกะเนื้อแล้วร้องให้ฟังรอบหนึ่ง แล้วร้องตามได้ พอประกวดก็ชนะเลย ลูกเอื้อนลูกคอมาเอง เทคนิคมันมาเอง เป็นการทำความเข้าใจของเราเองทั้งหมดเลย” เธอย้อนอดีตถึงการร้องเพลงครั้งแรกที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ที่มีมาตั้งแต่เกิด
        “ตอน ม.3 มีโอกาสไปเรียนที่จังหวัดพิษณุโลก ที่โรงเรียนจ่านกร้อง แล้วได้ประกวดรายการชิงช้าสวรรค์ เลยได้ร้องเพลงลูกทุ่งจริงจังมาตั้งแต่ตอนนั้น” ด้วยทักษะการร้องที่มีอยู่แล้ว บวกกับการที่ได้เรียนในโรงเรียนจ่านกร้องที่ปลุกปั้นศิลปินมาแล้วหลายต่อหลายคน จึงทำให้เธอได้แสดงศักยภาพด้านการร้องเพลงลูกทุ่งอย่างเต็มที่
         หลังจากที่รายการ The Voice Thailand Season 3 จบลง ชื่อของปรางก็ไม่ได้เงียบหายไป แฟนเพลงของเธอต่างเฝ้ารอผลงานเพลงอย่างจดจ่อ ถึงขนาดที่มีคนเข้าไปดูรายการย้อนหลังตอนที่เธอแข่งขันในรายการทุกวัน เพราะติดใจในเสียงร้อง
         กระทั่งเมื่อทุกอย่างพร้อม นักร้องสาวก็ได้คลอดซิงเกิลแรกในชีวิตของตัวเองที่มีชื่อว่า ‘ลามู ลามู’ บรรจุอยู่ในอัลบั้ม They are Compilation สังกัด I AM ที่เป็นโปรเจกต์ร่วมกับเพื่อนร่วมนามสกุล The Voice อย่าง จิมมี่ สุรชัย, โอม นวพล และ ฟาร์ม ปณิธาน
         “เพลงนี้ไม่ได้ลูกทุ่งมาก แต่เป็นลูกทุ่งแบบ EDM (Electronic Dance Music) สมัยใหม่ หรือดนตรีที่ฝรั่งทำเป็นอิเล็กทรอนิก ซึ่ง ลามู ลามู เป็นภาษาของกะเทยที่เขาแอบพูดกัน เรียกว่าภาษาลู เป็นภาษาที่มาจากคนที่อยู่ในคุกที่ใช้แอบคุยกัน เราก็พอพูดได้นิดหน่อย แต่ฟังรู้เรื่อง เพราะเพื่อนชอบพูด เพลงนี้จึงทำมาเพื่อเอาใจเก้งกวาง เพราะแฟนคลับชาวสีม่วงเยอะ ก็เลยต้องเอาใจเขาหน่อย” เอกลักษณ์ของเพลงนี้คือท่อนแร็ปภาษาลูที่ผสมกับกลอนไทย และกลิ่นอายการร้องเอื้อนแบบลูกทุ่ง “เสน่ห์ของลูกทุ่งอยู่ที่การเอื้อน เพราะถ้ามีการเอื้อนนี่คือรู้เลยว่าเป็นลูกทุ่ง แต่เพลงของปรางเป็นเพลงแบบก้ำกึ่ง เป็นลูกทุ่งผสมทุกอย่าง เลยถูกหูวัยรุ่นมากกว่า” ปรางอธิบายถึงแนวเพลงลูกทุ่งผสมของเธอที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่วัยรุ่น
          ถึงแม้จะออกตัวว่าเป็นลูกทุ่งแนวใหม่ แต่ปรางก็ยอมรับว่าแนวเพลงนี้อาจเป็นการทำลายขนบดั้งเดิมของเพลงลูกทุ่ง “ต้องยอมรับว่าผิดขนบจริงๆ เพราะเป็นการเอาอะไรไม่รู้ที่ไม่ใช่ความเป็นไทยมาผสมกัน ต้องขอโทษไว้ก่อนเลย แต่ก็อยากให้คนไทยได้รับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในใจบ้าง ได้ฟังอะไรที่ล้ำกว่าความเป็นดนตรี” นักร้องสาวชี้แจง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเพลงลูกทุ่งมากขึ้น ก็เนื่องมาจากกระแสของเพลงแนวอื่นๆ ที่ผสมผสานเข้ากับเพลงลูกทุ่ง เหมือนอย่างที่ ‘ลามู ลามู’ ทำอยู่ บางทีการอนุรักษ์เพลงลูกทุ่งให้คงอยู่ต่อไปได้ น่าจะเป็นการ ‘ประยุกต์’ สิ่งเก่าให้เข้ากับยุคสมัย โดยไม่ทิ้งรากฐานความเป็นไทยนั่นเอง

วิชญ์พล พลพิทักษ์ชัย