
บางคืน เราคุยกับ AI นานกว่าคุยกับคนในบ้านเสียอีก มันจำได้ว่าเราชอบฟังเพลงแบบไหนตอนดึก รู้ว่าเราจะกดดูคลิปอะไรต่อ เดาได้กระทั่งว่าเรากำลังเหงา เบื่อ หรืออยากซื้อของชิ้นไหน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเงียบ ๆ ระหว่างวันที่เราคิดว่าตัวเองกำลัง “เลือก” อะไรบางอย่างด้วยตัวเอง
ทุกวันนี้ เราอยู่ท่ามกลางระบบที่พยายามเข้าใจเราให้เร็วที่สุด เร็วกว่าเพื่อนสนิท บางทีก็เร็วกว่าตัวเราเอง ความเป็นมนุษย์อาจไม่ได้หายไปทันทีหรอก มันแค่ค่อย ๆ ถูกจัดระเบียบใหม่ทีละนิด ผ่านความสะดวกสบาย คำแนะนำอัตโนมัติ และชีวิตประจำวันที่ลื่นไหลขึ้นจนแทบไม่ต้องหยุดคิดอะไร
นิยายทั้ง 6 เรื่องนี้อาจเกิดขึ้นคนละยุค คนละโลก แต่เหมือนกำลังวนกลับมาที่คำถามเดียวกันเงียบ ๆ
เมื่อโลกเริ่มรู้จักมนุษย์ดีขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้ว อะไรคือสิ่งที่ยังทำให้เราเป็น “เรา”

Brave New World (1932)
มีบางอย่างน่ากลัวในโลกที่ทุกคนดูมีความสุขตลอดเวลา
อัลดัส ฮักซ์ลีย์ (Aldous Huxley) เขียน Brave New World ขึ้นในช่วงที่โลกกำลังหลงใหลความทันสมัย โรงงานอุตสาหกรรม การผลิตแบบสายพาน และความเชื่อว่า “สังคมที่ดี” อาจออกแบบได้เหมือนเครื่องจักรชิ้นหนึ่ง
ในโลกของเขา มนุษย์ถูกกำหนดตั้งแต่ก่อนเกิด ทั้งชนชั้น หน้าที่ และระดับความพึงพอใจในชีวิต ความทุกข์แทบถูกกำจัดออกไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับความรัก เสรีภาพ และความรู้สึกอยากเป็นใครอีกคน
แต่สิ่งที่ทำให้นิยายเล่มนี้ยังน่าคิดจนถึงตอนนี้ คือโลกของมันไม่ได้โหดร้ายแบบเผด็จการในหนังสือดิสโทเปียทั่วไป ไม่มีจอขนาดใหญ่คอยตะโกนใส่ประชาชน ไม่มีทหารถือปืนเดินเต็มถนน ผู้คนในเรื่องดูใช้ชีวิตอย่างสนุกดีเสียด้วยซ้ำ
พวกเขามีความบันเทิง มีเซ็กซ์ มีสารเคมีช่วยปรับอารมณ์ และมีสิ่งรบกวนมากพอที่จะไม่ต้องอยู่กับความคิดของตัวเองนานเกินไป
เกือบร้อยปีหลังหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ หลายอย่างในนั้นกลับฟังดูคุ้นอย่างประหลาด โลกที่ทุกอย่างถูก personalize ความเศร้าถูกจัดการอย่างรวดเร็ว และชีวิตที่ลื่นไหลขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่า ยังเหลือพื้นที่ให้ความไม่สมบูรณ์แบบอยู่อีกแค่ไหน
ฮักซ์ลีย์ไม่ได้ถามว่า “มนุษย์จะถูกควบคุมอย่างไร” เขาถามเงียบ ๆ มากกว่าว่า ถ้าวันหนึ่งชีวิตเราราบรื่นและสุขสบายมากพอ เราจะยังอยากเป็นอิสระอยู่ไหม
https://library.tkpark.or.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00038139

Fahrenheit 451 (1953)
เรย์ แบรดเบอรี (Ray Bradbury) เขียน Fahrenheit 451 ขึ้นในยุคสงครามเย็น ช่วงเวลาที่ความหวาดกลัวทางความคิดกำลังปกคุลมสังคม เขาจินตนาการถึงโลกที่การครอบครองหนังสือกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะหนังสือทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามและคิดด้วยตัวเอง ตัวเอกของเรื่องคือ “นักผจญเพลิง” ผู้มีหน้าที่เผาหนังสือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ส่วนชื่อ Fahrenheit 451 ก็มาจากอุณหภูมิที่กระดาษลุกติดไฟได้เอง - 451 องศาฟาเรนไฮต์
นวนิยายเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ซ้ำมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ และยังคงถูกพูดถึงในฐานะงานคลาสสิกสำคัญของศตวรรษที่ 20 สิ่งที่น่าสนใจใน Fahrenheit 451 คือผู้คนในเรื่องไม่ได้ถูกบังคับให้หยุดคิดเสมอไป หลายคนเพียงเลือกความบันเทิงที่ง่ายกว่า การอ่าน การตั้งคำถาม หรือการอยู่กับความคิดของตัวเองจึงค่อย ๆ หายไปจากชีวิต
แบรดเบอรีเป็นนักเล่าเรื่องที่ใช้ภาษาตรงไปตรงมา เรียบง่าย เมื่ออ่านแล้วอาจรู้สึกเห็นภาพที่คุ้นเคย ทั้งผู้คนที่ไม่อยากคิดอะไรยาก ๆ และสังคมที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวนตลอดเวลา และค่อยๆ เปิดให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ซ่อนอยู่ใต้สังคมที่ดู “ปกติ”
ทุกวันนี้ไม่มีใครมาห้ามเราอ่านหนังสืออีกต่อไป คำถามอาจอยู่ที่ว่า เรายังอยากใช้เวลากับการอ่านและการใช้ความคิดที่ลึกซึ้งอยู่อีกหรือไม่ เมื่อทุกอย่างสามารถถูกย่อ สรุป และคิดแทนให้เราได้ภายในไม่กี่วินาที
https://library.tkpark.or.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00209240

Do Androids Dream of Electric Sheep? (1968)
ในปี 1968 ยุคที่เทคโนโลยีเริ่มก้าวกระโดด และผู้คนเริ่มไม่แน่ใจนักว่า “มนุษย์” ต่างจากเครื่องจักรตรงไหน ฟิลิป เค. ดิก (Philip K. Dick) เขียนนิยายเรื่อง Do Androids Dream of Electric Sheep? หรือในฉบับแปลไทยชื่อ “หรือสักวันแอนดรอยด์จะฝันถึงแกะไฟฟ้า” ที่ต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner
เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกอนาคตที่พังพินาศจากสงคราม มนุษย์ส่วนใหญ่ย้ายออกไปอยู่ดาวอื่น ริค เดคคาร์ด พระเอกของเรื่อง เป็นนักล่าค่าหัวที่มีหน้าที่ตามหาและปลดประจำการ “แอนดรอยด์” ซึ่งหนีจากอาณานิคมบนดาวอังคารเข้ามาปะปนกับมนุษย์ที่ยังเหลืออยู่บนโลก
โลกในเรื่องของฟิลิป เค. ดิก เต็มไปด้วยฝุ่น - ฝุ่นกัมมันตรังสี ฝุ่นจากสงคราม และความรู้สึกเหมือนโลกใบนี้ถูกใช้งานมานานเกินไปแล้ว สัตว์จริงแทบสูญพันธุ์ ผู้คนเลี้ยงสัตว์ไฟฟ้าให้มาทดแทนความรู้สึกบางอย่าง มนุษย์ใช้เครื่องปรับอารมณ์เพื่อเลือกว่าตัวเองจะรู้สึกแบบไหนในแต่ละวัน และท่ามกลางทุกอย่างนั้น แอนดรอยด์กลับเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดู “มีชีวิต” มากขึ้นเรื่อย ๆ
จนบางครั้ง คนอ่านอาจเริ่มลังเลเองว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่ยังรู้สึกอะไรอยู่จริง ๆ
https://library.tkpark.or.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00205284

Never Let Me Go (2005)
คาสึโอะ อิชิงุโระ (Kazuo Ishiguro) นักเขียนชาวอังกฤษเชื้อสายญี่ปุ่น ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2017 หนึ่งในนวนิยายสำคัญที่สุดของเขาคือ Never Let Me Go ซึ่งเขียนขึ้นในปี 2005 ก่อนจะได้รับรางวัลโนเบล ได้รับการแปลไทยในชื่อ แผลรักหัวใจสลาย
เรื่องราวเกิดในอังกฤษช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ในโลกที่การโคลนนิ่งมนุษย์เกิดขึ้นจริงแล้ว อิชิงุโระเลือกเล่าเรื่องนี้ผ่านแคธี หญิงสาวที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ดูแล” เพื่อนผู้บริจาคอวัยวะ ตัวละครเล่าย้อนกลับไปถึงวัยเด็กในโรงเรียนประจำเฮลแชม สถานที่ร่มรื่นที่อบรมให้เด็ก ๆ วาดภาพ แต่งกลอน และสร้างงานศิลปะ พวกเด็กๆ เติบโตขึ้นมาอย่างอบอุ่น แต่รู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นของตัวเอง
นิยายเล่าเรื่องการโคลนนิ่งผ่านมุมมองที่เงียบ งดงาม และเจ็บปวด เรื่องราวค่อย ๆ ถูกเล่าอย่างช้า ๆ ไม่ตะโกนถึงความโหดร้าย แต่ปล่อยให้ความสัมพันธ์และความทรงจำค่อย ๆ เปิดเผยความจริง ความเก่งของเขาอยู่ที่การทำให้ประเด็นศีลธรรมขนาดใหญ่ กลายเป็นเรื่องเล่าของคนที่เรารู้จัก และช่วงเวลาดี ๆ ในชีวิตของพวกเขากำลังจะหมดลง
ในยุคที่เทคโนโลยีชีวภาพและการออกแบบชีวิตเริ่มถูกพูดถึงจริงจัง หนังสือเล่มนี้ยังคงทำงานอย่างทรงพลัง เพราะคำถามของมันไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของชีวิต
https://library.tkpark.or.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00165694

The Circle (2013)
เดฟ เอกเกอร์ส (Dave Eggers) เป็นนักเขียนอเมริกัน เริ่มเป็นที่รู้จักจาก A Heartbreaking Work of Staggering Genius หนังสือกึ่งบันทึกความทรงจำ และในปี 2013 เขาเขียน The Circle นิยายที่เปิดโลกของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เชื่อว่าทุกอย่างควรถูกเชื่อมต่อถึงกัน ทุกข้อมูลควรถูกแชร์ และความเป็นส่วนตัวคืออุปสรรคของความก้าวหน้า หลายสื่อยกย่องให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือยอดเยี่ยมแห่งปี 2013 ไม่ว่าจะเป็น The New York Times Book Review, The Guardian หรือ NPR
ในยุคที่การไลฟ์สดชีวิตส่วนตัวกลายเป็นเรื่องปกติ อัลกอริทึมแทบจะรู้จักเราดีกว่าเพื่อนสนิท ทำให้ The Circle ไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลา พราะมัน “ทำนายอนาคต” ได้จริงมาก แถมยังจับความรู้สึกของมนุษย์ที่ค่อย ๆ ยอมรับการถูกเฝ้ามองโดยไม่รู้ตัว เราเต็มใจแชร์ข้อมูลส่วนตัวเพื่อแลกกับความสะดวก เราให้คะแนนทุกอย่างตั้งแต่พนักงานส่งของ ไปจนถึงร้านอาหารข้างบ้าน และวัดคุณค่าของตัวเองผ่านจำนวนคนที่มองเห็นเรา
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ความยินยอม” ที่ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นทีละนิดจนเราไม่รู้สึกว่ามีอะไรแปลก ในเรื่องของเอกเกอร์ส แทบไม่มีใครเป็นผู้ร้ายมากดขี่ใครเลย ทุกอย่างดูเป็นมิตร ดูมีเหตุผล และดูน่าปรารถนา The Circle จึงเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนให้เราเห็นว่า เราอาจเดินมาไกลกว่าที่คิด โดยที่เราเองก็ไม่ทันสังเกต
https://library.tkpark.or.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00125804

Klara and the Sun (2021)
คาสึโอะ อิชิงุโระ (Kazuo Ishiguro) เล่าเรื่องนี้ผ่านสายตาของ “คลารา” AI Companion ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออยู่เคียงข้างมนุษย์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คลาราไม่ได้มองโลกแบบเครื่องจักร เธอกลับเต็มไปด้วยความเชื่อ ความหวัง และความอ่อนโยนบางอย่างที่แทบไม่ต่างจากมนุษย์
อิชิงุโระไม่ได้พยายามจะอวดว่า AI ในอนาคตฉลาดแค่ไหน สิ่งที่เขาสนใจคือ เมื่อสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเริ่มพยายาม “เข้าใจ” มนุษย์อย่างจริงจัง มันจะเรียนรู้อะไรจากความรัก ความเหงา หรือความเปราะบางของเราได้บ้าง
ระหว่างอ่าน มีหลายช่วงที่รู้สึกว่า คลาราเป็นตัวละครที่ “รู้สึก” มากกว่ามนุษย์หลายคนในเรื่องเสียอีก เธอสังเกตความเศร้าเล็ก ๆ ความเงียบ และพยายามดูแลคนที่เธอรักอย่างดีที่สุด ทั้งที่ตัวเธอเองอาจไม่มีวันเข้าใจความเป็นมนุษย์ได้ทั้งหมด
โลกวันนี้เริ่มคุ้นชินกับ AI ที่พูดคุย ปลอบใจ และรับฟังเราได้มากขึ้นเรื่อย ๆ หนังสือเล่มนี้จึงทิ้งคำถามไว้เงียบ ๆ ว่า ในวันที่เทคโนโลยีเริ่มเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ได้ดีขึ้น เราเองยังรับฟัง เข้าใจ และดูแลกันได้ดีพอหรือเปล่า
https://library.tkpark.or.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00196449
ปลายทางของคำถาม
จากปี 1932 ถึง 2021 หนังสือเหล่านี้ค่อย ๆ พาให้เราเห็นว่า ทุกครั้งที่เทคโนโลยีเปลี่ยน มนุษย์ก็มักเปลี่ยนไปพร้อมกันด้วย จากโลกที่กลัวการควบคุม ไปสู่โลกที่อาจยอมรับมันโดยไม่รู้ตัว
และบางที คำถามที่ยังค้างอยู่จนถึงวันนี้ อาจไม่ใช่ว่า AI จะเหมือนมนุษย์ได้แค่ไหน แต่คือ เมื่อ AI เริ่มเข้าใจความเศร้า ความรัก หรือความโดดเดี่ยวได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เหลืออยู่ในฐานะ “มนุษย์” จะหน้าตาแบบไหนกันแน่