
ไม่อ่านหนังสือ คือไม่ชอบเรียนรู้ จริงหรือเปล่า?
หากใครเป็นพ่อแม่สายรักการอ่าน ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีลูก เราก็จัดมุมหนังสือให้อบอุ่นชวนอ่าน เลือกนิทานภาพสวยๆ วางตรงหัวเตียง ด้วยความหวังในใจว่าอยากให้ลูกเป็นหนอนหนังสือตามรอยเรา เป็นนักอ่านที่นั่งง่วนอยู่กับหนังสือได้ทั้งวัน
แต่ความเป็นจริงอาจไม่สวยงามตามภาพฝัน ทำไมยื่นหนังสือเล่มไหนให้ก็ได้รับการเมินเชิดใส่ อ่านหนังสือให้ฟังไปได้สองหน้า เจ้าหนูก็ลุกเดินหนีไปทางอื่น นำเสนอหนังสือเล่มใหม่ให้ แต่ยังไงเจ้าตัวก็ยืนยันจะอ่านเล่มเดิมที่อ่านมาแล้วเกินยี่สิบครั้ง ความหวังที่จะสร้างหนอนหนังสือตัวน้อยค่อยๆ แผ่วลงไป พร้อมเสียงในหัวที่เริ่มดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า “ถ้าไม่ชอบอ่านขนาดนี้ จะเป็นนักเรียนรู้ที่ดีไหวมั้ยนะ”
อย่าเพิ่งอ่อม อย่าเพิ่งท้อใจ ลองมองจากอีกมุมนึงดูก่อน
เจ้าเด็กที่เราสังเกตเห็น เขาคือคนที่อธิบายความแตกต่างระหว่างไทแรนโนซอรัสกับเวโลซิแรพเตอร์ได้เป็นฉากๆ แม้จะยังท่อง ก.ไก่ ไม่จบรึเปล่า เขาคือคนที่สังเกตเห็นสิ่งมหัศจรรย์เล็กๆ น้อยๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม หรือเป็นนักประดิษฐ์ที่หยิบเอาข้าวของเหลือใช้มาสร้างเป็นสิ่งใหม่ไม่รู้จบ
เด็กคนนี้ไม่ชอบเรียนรู้จริงไหม หรือที่จริงเราแค่กำลังวัดการเรียนรู้ของเขาด้วยไม้บรรทัดเพียงแค่อันเดียว คือการอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่ม

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/a-little-girl-sitting-at-a-table-with-a-book-8XEh258QFGQ
ไม่อ่าน(ตัว)หนังสือ อาจไม่ได้แปลว่าไม่เรียนรู้
ก่อนอื่นเลย ต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาก่อนว่า ปรากฏการณ์เด็กอ่านหนังสือน้อยลง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของพ่อแม่ที่คิดไปเอง แต่เป็นเรื่องที่มีตัวเลขยืนยันได้
รายงาน Kids & Family Reading Report ของ Scholastic ติดตามเรื่องนี้มาต่อเนื่องหลายปี พบว่าความสุขจากการอ่านของเด็กลดลงชัดเจนเมื่อโตขึ้น จาก 70% ในกลุ่มเด็กอายุ 6–8 ปี เหลือเพียง 46% ในวัย 12–17 ปี ฝั่งอังกฤษก็ไม่ต่างกัน National Literacy Trust สำรวจเด็กและเยาวชนมากกว่าหกหมื่นคน และพบว่าระดับความสุขจากการอ่านลดลงต่ำที่สุดตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2005
ปฏิกิริยาที่ตามมาโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใหญ่เห็นเด็กอ่านน้อยลง มักมาพร้อมกับการคิดโครงการหรือกิจกรรมใหม่ๆ มาเพิ่มยอดการอ่านให้มากขึ้น กำหนดช่วงเวลาการอ่าน กำหนดจำนวนเล่มที่ต้องอ่านให้จบ ยึดหน้าจอไว้จนกว่าเด็กๆ จะอ่านครบ ทั้งหมดเป็นการเพิ่มแรงบังคับให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งก็ดูเข้าท่าดีเพราะวัดผลได้ชัดเจนแน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตกค้างในหัวใจของเด็กๆ คือภาพของการอ่านที่ค่อยๆ ถูกผูกเข้ากับความรู้สึกอึดอัด ไม่มีความสุข การอ่านกลายเป็นการบ้าน กลายเป็นเงื่อนไข กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จจบๆ ไป ก่อนจะได้ไปสนุกกับสิ่งที่เขาชอบและสนใจจริงๆ
ฟังดูเหมือนทุกอย่างพัวพัน อีนุงตุงนังกันไปหมด แก้ที่ต้นก็ไปชนที่ปลาย ถ้าอย่างนั้นเรามาลองค่อยๆ คลี่ปมนั้นออกมาก่อน ในเรื่องนี้ มีคำอยู่สามคำที่ต้องแยกออกมาเพื่อมองเห็นได้ชัด นั่นคือ
● หนังสือ ในฐานะสื่อรูปแบบหนึ่ง
● การอ่าน คือทักษะและพฤติกรรม
● การเรียนรู้ คือแรงขับภายในของมนุษย์
เด็กที่ดูทีท่าว่ายังไม่สนใจหนังสือ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีทักษะการอ่าน และไม่มีพลังของการเรียนรู้ อาจเป็นเราเองที่ไม่ทันมองเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวเขา เด็กแทบทุกคนยังมีอย่างที่สามอยู่เต็มเปี่ยม สิ่งที่หายไปไม่ใช่ความอยากเรียนอยากรู้ แต่คือสะพานที่เชื่อมความอยากรู้นั้นเข้ากับตัวหนังสือในแบบที่เขารับได้ต่างหาก 
ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/person-holding-white-and-black-magazine-wQuvshBx8A8
อ่านอะไรก็ได้ ที่ทำให้เขาหลงรัก
ที่เราบอกว่าเด็กไม่อ่าน มันจริงตามนั้นทั้งหมดเลยใช่ไหม หรือเราเองมีภาพของการอ่านแบบที่ต้องการอยู่ในใจ จนทำให้อะไรที่ต่างไปจากนั้น เราไม่นับมันรวมเข้าไปด้วยหรือเปล่า
หนึ่งในอคติที่มีต่อการอ่าน ชัดเจนฝังลึกมากที่สุดหนึ่งข้อในบ้านเรา น่าจะเป็นประโยคที่ว่า “หนังสือการ์ตูนไม่นับ” พวกเราจำนวนไม่น้อยโตมากับความเชื่อว่าการ์ตูน (และบ่อยครั้งก็รวมถึงนิทานด้วย) คือของอ่านเล่น ไม่ใช่วรรณกรรม เห็นลูกอ่านการ์ตูนแล้วอดกังวลไม่ได้ว่าจะติดอยู่แค่ตรงนั้น ไม่ยอมขยับไปอ่าน "หนังสือจริง" เสียที ซึ่งเป็นความกังวลที่เข้าใจได้ ถ้าใช้มาตรวัดเป็นจำนวนของตัวอักษรที่ปรากฏในหนังสือ
เรื่องน่ายินดีคืองานวิจัยกลับชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม มีการศึกษาเรื่องเด็กที่ไม่ค่อยชอบอ่าน ข้อมูลซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เด็กที่อ่านกราฟิกโนเวลมีแนวโน้มอ่านหนังสือรวมแล้วจำนวนมากกว่า มีทัศนคติต่อการอ่านดีกว่า และมองตัวเองว่าเป็น "นักอ่าน" มากกว่าเพื่อนที่ไม่แตะหนังสือการ์ตูน หนังสือภาพ หรือกราฟิกโนเวลเลย
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือความกังวลที่ว่า ถ้าอ่านการ์ตูนแล้วเด็กจะกลับมาอ่านวรรณกรรมร้อยแก้วที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือได้ยาก ก็ไม่เป็นจริงในงานวิจัยนี้เช่นกัน เด็กกลุ่มที่อ่านการ์ตูนนั้นอ่านวรรณกรรมร้อยแก้วมากกว่าอีกกลุ่มด้วยซ้ำ ซึ่งข้อมูลของ National Literacy Trust ก็ตรงกัน เด็กที่อ่านการ์ตูน 86% ประเมินตัวเองว่าอ่านเก่งหรือเก่งมาก เทียบกับ 76.3% ในกลุ่มที่ไม่อ่านการ์ตูน
เหตุผลเบื้องหลังอยู่ที่กลไกของสื่อ ซึ่งคือหนังสือที่ขับเน้นด้วยภาพเป็นหลัก อย่างการ์ตูน กราฟิกโนเวล หรือหนังสือภาพ ภาพในหนังสือทำหน้าที่เป็นเหมือนนั่งร้านที่ช่วยพยุงความเข้าใจ เด็กที่ยังถอดรหัสตัวอักษรได้ไม่คล่องนัก สามารถอาศัยภาพช่วยคาดเดาความหมาย และทำความเข้าใจให้เรื่องเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุดจนท้อ การแบ่งภาพเป็นช่อง คือจังหวะพักสายตาตามธรรมชาติ ต่างจากตัวอักษรยาวเป็นพรืดอัดแน่นจนเด็กบางคนแค่มองก็เป็นท้อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม หนังสือที่มีภาพจึงคืนสิ่งสำคัญที่สุดให้เขา นั่นคือความเชื่อมั่นในหัวใจที่ว่า “ฉันก็อ่านได้” 
ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/a-little-girl-wearing-headphones-looking-out-a-train-window-7Xeu3lzkDCg
แล้วการฟังล่ะ นับเป็นการอ่านด้วยไหม
คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่พ่อแม่ผู้กำลังอ่านหนังสือให้ลูกฟังอยู่ทุกวัน หรือไม่ก็เปิดหนังสือเสียงและพอดแคสต์ฟังด้วยกันกับลูก อยากรู้คำตอบมากที่สุด และโชคดีที่มันมีงานวิจัยตอบให้อย่างค่อนข้างชัด
ปี 2016 Beth Rogowsky และคณะ ตีพิมพ์งานทดลองที่แบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็นสามกลุ่ม ทุกกลุ่มได้เนื้อหาเดียวกันจากหนังสือเล่มเดียวกัน ต่างกันแค่ช่องทาง กลุ่มหนึ่งฟังหนังสือเสียง อีกกลุ่มอ่านข้อความ กลุ่มสุดท้ายทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน จากนั้นวัดความเข้าใจทั้งแบบทันที และวัดซ้ำอีกครั้งเมื่อผ่านไปสองสัปดาห์ ผลปรากฏว่า ไม่พบความต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างทั้งสามกลุ่มเลย ไม่ว่าเรื่องจะเข้ามาทางตาหรือทางหู สิ่งที่เหลืออยู่ในหัวก็แทบเป็นก้อนเดียวกัน
Daniel Willingham นักจิตวิทยาการรู้คิดจาก University of Virginia อธิบายเรื่องนี้ไว้ตรงไปตรงมา สมองส่วนที่ประมวล "ความหมาย" ของภาษาเป็นส่วนเดียวกัน ไม่ว่าข้อมูลจะเข้ามาทางไหน ภาพของเรื่องราวที่ก่อตัวขึ้นในหัวเราจากการอ่านและจากการฟังจึงแทบเป็นภาพเดียวกันจริง ๆ
มีข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่น่าจะโดนใจบ้านที่มีลูกชายเป็นพิเศษ National Literacy Trust พบว่า เด็กผู้ชายบอกว่าชอบอ่านหนังสือน้อยกว่าเด็กผู้หญิงอย่างชัดเจน (45.6% เทียบกับ 55.9%) แต่พอเปลี่ยนคำถามเป็นเรื่องการฟัง ช่องว่างนั้นแทบหายไปเลย เด็กผู้ชายชอบฟังในสัดส่วน 45.9% ซึ่งใกล้เคียงหรือมากกว่าเด็กผู้หญิงเสียด้วยซ้ำ
ตัวเลขนี้บอกอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก นั่นคือ เด็กจำนวนไม่น้อยไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเล่า พวกเขาเพียงแค่ปฏิเสธรูปแบบเท่านั้นเอง
ในทางปฏิบัติ การฟังยังทำหน้าที่แสนสำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือมันพาเด็กเข้าถึงเรื่องที่ยากเกินระดับการอ่านของตัวเองได้ เด็กที่ยังอ่านแฮร์รี พอตเตอร์ ด้วยตัวเองไม่ไหวเพราะศัพท์เยอะและเล่มหนา สามารถฟังหนังสือทั้งเล่มได้จนจบและตกหลุมรักโลกของเวทมนตร์ได้ก่อน แล้ววันหนึ่งความรักนั้นเองที่จะกลายเป็นแรงผลักให้เขาหยิบเล่มที่ครั้งหนึ่งเคยดูหนาจนน่ากลัว ขึ้นมาอ่านได้ด้วยตัวเอง 
ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/a-man-is-playing-a-board-game-on-a-table-hH3JuONz7CQ
บางทีการอ่านก็ซ่อนอยู่ในที่ที่เราไม่ค่อยมองเห็น
เมื่อเราเริ่มเห็นภาพการอ่านในรูปแบบที่หลวมขึ้นเรื่อยๆ ก็จะพอปะติดปะต่อจนเห็นได้ว่า ที่จริงแล้วการอ่านนั้นอยู่ในรายละเอียดของการใช้ชีวิตทุกวัน มันไม่ได้อยู่แค่ในรูปเล่มหนังสือ
งานของ National Literacy Trust พบว่าวิดีโอเกมเปิดทางให้เด็กเข้าถึงเรื่องเล่าผ่านการโต้ตอบและการสร้างโลก ซึ่งเป็นประตูที่เด็กบางคนเข้าไม่ถึงเลยผ่านสิ่งพิมพ์ ลองนึกภาพเด็กที่เล่นเกม RPG สักเกม เขาอ่านบทสนทนา คำอธิบายเควสต์ รายละเอียดไอเทม เป็นร้อยเป็นพันบรรทัดต่อวัน โดยไม่เคยรู้สึกว่ากำลัง "อ่านหนังสือ" อยู่เลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเคยเห็นลูกสะกดชื่ออาวุธในเกมได้แม่นกว่าคำในแบบเรียน คุณเข้าใจเรื่องที่กำลังพูดอยู่นี้แน่นอน
ยังมีแฟนฟิกชันที่วัยรุ่นบางคนอ่านคืนละหลายหมื่นคำ สารคดีที่มีซับไตเติล ป้ายโฆษณา สูตรทำขนมที่ต้องอ่านทีละขั้น กติกาบอร์ดเกมที่บางเกมยาวกว่าข้อสอบวิชาสังคม ทั้งหมดนี้คือ "ข้อความ" ที่เด็กเลือกอ่านเองด้วยเหตุผลเรียบง่ายที่สุด คือเพราะอยากรู้ ไม่ใช่เพราะถูกสั่ง
หัวใจของการสร้างความรักการอ่าน รักการเรียนรู้ เริ่มต้นจากให้ความสนใจมาก่อน แล้วรูปแบบค่อยตามมา ไม่ใช่สร้างในทางกลับกัน เมื่อไหร่ที่เด็กอยากรู้เรื่องอะไรมากพอ เขาจะฝ่าตัวหนังสือเข้าไปหามันจนได้ หน้าที่ของเราไม่ใช่การเลือกรูปแบบที่เราคิดว่าถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวมาให้ แต่คือการหาว่าความอยากรู้ของเขาอยู่ตรงไหน แล้วอำนวยโอกาสให้การอ่านเกิดขึ้น ณ ที่ตรงนั้น 
ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/a-young-child-sitting-on-the-ground-reading-a-book-46gqzIMQkXU
ให้เด็กๆ เป็นเจ้าของการอ่านของตัวเอง
เมื่อมาถึงตรงนี้ คำถามจึงเปลี่ยนจาก "อะไรนับเป็นการอ่านบ้าง" ไปสู่คำถามที่อาจสำคัญกว่านั้น นั่นคือ พวกเราทำอะไรได้บ้าง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านพูดค่อนข้างตรงกันในเรื่องหนึ่ง เด็กจะไม่มีวันรักการอ่าน ถ้าการอ่านที่เขารู้จักมีแต่แบบที่ถูกยัดใส่มือ สิ่งที่เขาต้องการคือความรู้สึกเป็นเจ้าของ ได้เลือกเอง ได้ทิ้งเล่มที่ไม่ชอบกลางคันโดยไม่ถูกต่อว่า และได้อ่านเรื่องที่ผู้ใหญ่มองว่าไร้สาระซ้ำเป็นรอบที่สิบโดยไม่ต้องรู้สึกผิด
สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง Free Voluntary Reading ของ Stephen Krashen ที่บอกว่า การอ่านตามใจสมัคร อ่านเพราะอยากอ่าน เป็นหนึ่งในตัวทำนายพัฒนาการทางภาษาที่ทรงพลังที่สุดที่มีในวงการ ทรงพลังกว่าแบบฝึกหัดจำนวนมหาศาล และการบังคับอ่านทุกรูปแบบที่มนุษย์เฝ้าเพียรคิดค้นขึ้นมา
Frank Cottrell-Boyce นักเขียนผู้ดำรงตำแหน่ง Children's Laureate ของอังกฤษ เคยพูดไว้อย่างงดงามว่า มีหนังสือที่ใช่สำหรับเด็กทุกคน เพียงแต่เด็กต้องได้รับโอกาสไปพบเล่มนั้นด้วยตัวเอง ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับเด็กทุกคน มีแต่พื้นที่ที่กว้างพอสำหรับให้เขาเดินไปเจอเอง
ถ้าจะให้สรุปบทบาทของผู้ใหญ่ให้เหลือภาพเดียว ภาพนั้นอาจเป็น "บรรณารักษ์" มากกว่า "ครูฝึก" บรรณารักษ์ที่ดีจะเคารพในนักอ่าน ไม่บังคับใครอ่านอะไร แต่รู้ว่านักอ่านตรงหน้าสนใจอะไร แล้วจัดหา เปิดทาง วางเล่มที่ใช่ไว้ในระยะเอื้อมถึง ส่วนครูฝึกคือคนที่สั่ง วัดผล และบังคับ ซึ่งได้ผลดีกับวินัยระยะสั้น แต่ไม่ค่อยได้ผลนักกับการสร้างความรัก และเราคงเห็นด้วยว่าความรักนี่เอง ที่พาเราไปได้ไกลกว่าในระยะยาว 
ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/a-father-with-three-daughters-indoors-at-home-reading-a-book-rOFiVX89nIs
ในที่สุดแล้ว แม้เราเห็นนิยามของการอ่านที่ถูกขยับขยายให้กินความกว้างขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่า การอ่านตัวหนังสือจะหมดความสำคัญไปเสียแล้ว สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยสร้างความคุ้นเคยกับการอ่าน งานวิจัยต่อเนื่องของ Rogowsky ที่ทำกับเด็กวัยเรียน พบข้อค้นพบที่เราควรสนใจ นั่นคือการป้อนเพียงสื่อเสียงตามที่เด็กชอบ ไม่ได้ช่วยฝึกทักษะการถอดรหัสตัวอักษรซึ่งเป็นรากฐานของการอ่านคล่อง พูดง่ายๆ คือทักษะการอ่านต้องฝึกฝนด้วยการมองและการอ่าน เช่นเดียวกับเนื้อหาที่ซับซ้อนหรือเป็นเชิงเทคนิค งานวิจัยชี้ว่าการฟังอย่างเดียวอาจให้ผลด้อยกว่าการอ่านราว 10–28% เพราะการอ่านให้อำนาจบางอย่างที่การฟังให้ไม่ได้ นั่นคือ อำนาจในการย้อนกลับ ทวนซ้ำ หยุดคิด และเดินไปข้างหน้าในจังหวะของตัวเอง
ในทางกลับกัน ฝั่งที่เร่งรัดก็ควรได้เห็นข้อมูลอีกด้าน ว่าการอ่านออกเร็วไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเด็กจะยังอ่านอยู่เมื่อโตขึ้น การอ่านออกกับความรักที่จะอ่านเป็นคนละเรื่องกัน และสิ่งที่พาเด็กไปได้ไกลในระยะยาวคือความรัก ไม่ใช่ความเร็ว
สิ่งที่เหล่าผู้ใหญ่รอบตัวเด็กอย่างเราสามารถทำได้ในระดับที่เหมาะสม คือรักและพร้อมจะหลงใหลในเรื่องเรื่องเล่าและการอ่าน ผ่านทุกช่องทาง ผ่านทุกสื่อทางเลือกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน หนังสือเสียง เกม หรืออะไรก็ตามที่พาเรื่องเล่ามาถึงลูก เหล่านี้ไม่ใช่ตัวแทนของหนังสือ แต่คือประตูและสะพานที่เปิดทางให้เขากลับเข้าสู่โลกของเรื่องเล่า และหลักฐานเท่าที่มีอยู่ก็ชี้ค่อนข้างชัดว่า สะพานเหล่านี้มักพาเด็กไปสู่การอ่านสิ่งพิมพ์มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
มอบความเชื่อมั่นให้กับเด็ก เป็นตัวอย่างของการเป็นนักเรียนรู้อยู่เสมอให้เด็กๆ เห็นอยู่เสมอ เฝ้าดูเด็กๆ อ่านโลกผ่านภาพ ผ่านเสียง ผ่านทุกอย่างรอบตัวเขา ผ่านทุกช่องทางที่ความอยากรู้ของเขาพาไป ร่วมยินดีที่นิยามของคำว่าการอ่านในแบบเดิม ไม่ได้ขังความเป็นไปได้ในการเรียนรู้ของเขาไว้
และในเส้นทางของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบนั้น เขาจะมีเราอยู่เคียงข้าง ร่วมทางไปด้วยกันเสมอ
ผู้เขียน พนิตชนก ดำเนินธรรม คุณแม่นักเขียน ผู้สนใจการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก
รายการอ้างอิง
● Rogowsky, Calhoun & Tallal (2016) — "Does Modality Matter?" ใน SAGE Open งานทดลองที่พบว่าการอ่าน การฟัง และทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน ให้ความเข้าใจไม่ต่างกัน
● Ujiie & Krashen (1996) — ใน Reading Improvement งานคลาสสิกที่พบว่าเด็กชายที่อ่านการ์ตูนมาก อ่านหนังสือรวมมากกว่าและสนุกกับการอ่านมากกว่า
● Stephen Krashen — Free Voluntary Reading แนวคิดที่ว่าการอ่านตามใจสมัครคือตัวทำนายพัฒนาการทางภาษาที่ทรงพลังที่สุด ดูรวมงานได้ที่ sdkrashen.com
● National Literacy Trust (UK) — literacytrust.org.uk รายงานสำรวจการอ่านของเด็กและเยาวชนอังกฤษต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2005
● Scholastic — Kids & Family Reading Report — scholastic.com/readingreport สำรวจพฤติกรรมการอ่านของเด็กในสหรัฐฯ
● Carol Tilley (University of Illinois) และ Bonny Norton (UBC) — นักวิชาการที่ทำงานเรื่องการ์ตูนและกราฟิกโนเวลกับการอ่านและการเรียนรู้ภาษา