
ลองเบื่อบ้าง ลองว่างดู ลดตารางกิจกรรมที่แน่นเอี้ยด แล้วลองปล่อยให้เด็กได้อยู่กับความเบื่อดูบ้าง
ถึงช่วงเปิดเทอมทีไร ก็จะมีประเด็นเรื่อง “การบ้าน” ขึ้นมาพูดถึงกันอยู่เรื่อยๆ เกิดเป็นบทสนทนาของทั้งสังคม ที่งดงามด้วยความเห็นด้วยและเห็นต่าง บางเสียงบอกว่า การบ้านมันเยอะเกินไปรึเปล่า ควรจะยกเลิกได้แล้วมั้ย แต่บางเสียงก็แย้งว่า การบ้านก็มีข้อดี ตรงที่เด็กได้ทบทวนเนื้อหา ได้เข้าใจบทเรียนมากขึ้น แถมยังได้ฝึกวินัยอีกต่างหาก
ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะตอบกลับมาว่า อ้าว วินัยน่ะมันฝึกทางอื่นก็ได้นี่นา แล้วบางทีการบ้านมันก็กลายเป็น "ระเบิดเวลา" ที่ครูโยนกลับมาให้พ่อแม่ลูกต้องมานั่งทะเลาะกันที่บ้าน บางบ้านสอนการบ้านลูกทีไรเป็นต้องมีน้ำตา (ของใครก็ไม่รู้นะ อาจจะของแม่ก็ได้ ฮา) แถมเด็กบางคนใช้เวลาไปกับการบ้านเยอะมากจนแทบไม่เหลือเวลาทำอย่างอื่นเลย
และเอาจริงๆ ก็ไม่ได้มีเพียงแค่การบ้านด้วย ที่เอาเวลาของเด็กๆ ไป

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/a-young-boy-sitting-at-a-desk-writing-on-a-piece-of-paper-I9VMDMcf-bM
ลองนึกภาพหนึ่งวันของเด็กประถม ตื่นเช้าไปโรงเรียน นั่งเรียนทั้งวัน เลิกเรียนแล้วยังไม่จบ ต้องไปเรียนพิเศษ เรียนภาษา เรียนดนตรี เรียนว่ายน้ำ บางคนมีกิจกรรมเสริมทักษะนอกห้องเรียนอีก ยังไม่นับเวลาที่ต้องเสียไปกับการเดินทางจากโรงเรียนกลับบ้านที่บางทีก็ติดแหง็กอยู่บนถนนเป็นชั่วโมง เมื่อถึงบ้านก็ต้องทำการบ้านต่อ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนพักผ่อน เล่นเกม หรือนั่งปล่อยใจสบายๆ หนึ่งวันมียี่สิบสี่ชั่วโมง แต่สำหรับเด็กยุคนี้ มันแทบจะไม่พอ
เพราะฉะนั้น จากประเด็นการบ้านที่เราพูดกัน อาจพาเราคิดต่อไปได้ถึงว่า เด็กๆ ของเรานั้นได้มีเวลาว่างๆ โล่งๆ ในแต่ละวันมากเพียงพอรึเปล่า
เส้นทางอีกแบบ ของการสร้าง "นักเรียนรู้"
ช่วงหลังมานี้ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเริ่มให้น้ำหนักกับเรื่อง "เวลาว่าง กับการสร้างการเรียนรู้ที่แท้จริง" มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งฟังดูขัดแย้งกันมาก เวลาว่างจะไปสร้างการเรียนรู้ได้ยังไง ในเมื่อเวลาว่างก็คือเวลาที่เราไม่ได้เรียนหรือฝึกอะไรเลยนะ
ก็เลยเป็นสิ่งที่อยากจะชวนกันมองในอีกแง่มุมว่า เส้นทางในการสร้างเด็กให้เป็น "นักเรียนรู้" ที่สนใจใคร่รู้ไปตลอดชีวิตนั้น อาจจะไม่ได้มาจากการอัดตารางให้แน่น แต่มาจากการให้เวลาว่างเขามากขึ้นหรือเปล่า
ลองมาดูไปด้วยกันทีละข้อ
หนึ่ง :: เป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตัวเอง เมื่อได้เล่นอิสระ
มีคำสองคำที่น่าสนใจ คือ Free Play (การเล่นอิสระ) กับ Self-Directed Learning (การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถกำกับนำตัวเองได้)
นักวิจัยอย่าง Peter Gray จาก Boston College และ Stuart Brown นักจิตวิทยาจาก National Institute for Play ชี้ให้เห็นว่า การเล่นอิสระของเด็ก แบบที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับว่าต้องเล่นยังไง เล่นอะไร ไม่ใช่การเล่นที่เสียเวลาเปล่า อย่างที่เราชอบเข้าใจกัน กลับเป็นห้วงเวลาสำคัญ ที่สมองของเด็กกำลังเกิดกระบวนการพัฒนา ทั้งการวางแผน ยืดหยุ่นความคิด ควบคุมอารมณ์เมื่อไม่เป็นอย่างใจ ได้แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และได้สำแดงพลังแห่ง “แรงจูงใจจากภายใน” อันเป็นสิ่งล้ำค่า เพราะว่ามันคือพลังที่ทำให้เด็กสามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครบอกหรือบังคับ 
ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/two-girls-playing-balloon-0N4UJja6jEU
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มีงานวิจัยในแถบสแกนดิเนเวียและฟินแลนด์ ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการศึกษาคุณภาพดี แสดงให้เห็นว่า ระบบการศึกษาที่ให้เด็กประถมมีเวลาเล่นและสำรวจมากกว่า กลับให้ผลลัพธ์ทางการเรียนในระยะยาวที่ดีกว่า
ฟังแล้วก็ชวนให้คิดว่า บางทีการเร่ง อาจจะไม่ได้ทำให้ไปถึงเร็วกว่าเสมอไป หรือเปล่านะ
สอง :: ถ้าไม่มีแรงจูงใจ จะเอาที่ไหนไปอยากเรียนรู้
มีทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจ มีชื่อว่า Self-Determination Theory ของอาจารย์ Deci และ Ryan เขาบอกว่า แรงจูงใจที่ยั่งยืน แบบที่ไม่ใช่ทำเพราะกลัวโดนดุ หรือทำเพื่อเอารางวัล แต่ทำเพราะอยากทำจริงๆ เกิดจากองค์ประกอบสามอย่างนี้
1. Autonomy ความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกได้ ไม่ได้ถูกบังคับ
2. Competence ความรู้สึกว่าตัวเองทำได้ เก่งขึ้น มีความสามารถ
3. Relatedness ความรู้สึกเชื่อมโยงผูกพันกับคนอื่น
ทีนี้ให้ลองนึกดูว่า ตารางชีวิตของเด็กที่แน่นเอี้ยดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ มันบั่นทอนทั้งสามข้อนี้แค่ไหน เด็กไม่ได้มี Autonomy เพราะทุกนาทีถูกจัดสรรไว้หมดแล้วว่าต้องทำอะไร เด็กอาจจะไม่รู้สึก Competence เพราะวิ่งจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งจนไม่มีเวลาทำอะไรให้สำเร็จจริงๆ และ Relatedness ก็หดหายเพราะเวลากับครอบครัวหรือเพื่อนหมดไปแบบไม่มีอะไรกั้น แต่ถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมแทน
แล้วถ้าสามอย่างนี้มันค่อยๆ หายไป เด็กจะเอาแรงจูงใจจากที่ไหนมาอยากเรียนรู้…
สาม :: การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งที่สุด เกิดตอนเด็กได้เลือกและลงมือทำสิ่งที่เขาสนใจเอง
แนวคิดเรื่อง Flow State บอกว่า การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและทรงพลังที่สุด เกิดขึ้นเมื่อเด็กอยู่ในโซนที่ความท้าทายมันพอเหมาะพอดีกับความสามารถของเขา ไม่ง่ายเกินจนเบื่อ ไม่ยากเกินจนท้อ และที่สำคัญ ภาวะ Flow แบบนี้ ส่วนใหญ่เกิดในกิจกรรมที่เด็กเลือกเอง ไม่ใช่ที่ถูกสั่งให้ทำ 
ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/children-painting-ceramic-figures-in-an-art-class-ljfPU1-Ygxw
อีกคำที่น่าสนใจคือ Maker Movement หรือการ Tinkering งานวิจัยจาก MIT Media Lab พบว่าเด็กที่มีเวลาได้สร้าง ได้ประดิษฐ์ ได้ทดลองในสิ่งที่ตัวเองสนใจ จะพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ได้ลึกซึ้งกว่า เพราะเขาได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
และคำที่อาจฟังดูไกลตัวเด็ก แต่เป็นหลักการเดียวกันเป๊ะ คือ Passion Projects บริษัทอย่าง Google เคยใช้หลักการ 20% Time คือให้พนักงานเอาเวลา 20% ไปทำโปรเจกต์ที่ตัวเองสนใจ ซึ่งกลายเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ดีๆ หลายอย่าง มาจากความเชื่อเดียวกันกับที่นักการศึกษาอยากให้เด็กมี นั่นคือ “เวลาของตัวเอง” ที่เขาจะได้ลงลึกในสิ่งที่เขารัก
แต่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็อดจะกังวลอีกไม่ได้อยู่ดีแหละว่า แล้วถ้าในช่วงเวลาว่างๆ นั้น เด็กไม่ได้เลือกที่จะทำอะไรเลยล่ะ แค่นั่งเฉยๆ อยู่กับความว่าง แบบนั้นจะไม่เบื่อ จะได้เรียนรู้อะไรเหรอ
ข่าวดีก็คือ ตอนที่เราว่าง สมองไม่ได้ว่างไปด้วยนะ ในตอนที่เด็กพูดว่าหนูเบื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สมองกำลังเปิดสวิตช์เครือข่ายที่เรียกว่า Default Mode Network ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่รับผิดชอบเรื่องการฝันกลางวัน จินตนาการ และการสะท้อนคิดถึงตัวเอง
เมื่อเครือข่ายนี้ทำงาน สมองจะเริ่มสร้างการเชื่อมโยงแบบสร้างสรรค์ ทบทวนความทรงจำเก่าๆ และแก้ปัญหาต่างๆ อยู่เงียบๆ ในพื้นหลัง เหมือนคอมพิวเตอร์ที่กำลังประมวลผลอยู่ทั้งที่หน้าจอดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
และเจ้า DMN นี้เอง มีบทบาทสำคัญมากในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น เพราะมันส่งผลต่อกระบวนการทางความคิดและอารมณ์ขั้นพื้นฐาน พูดง่ายๆ ก็คือ ตอนที่เด็กเหม่อๆ ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนั่นแหละ สมองเขากำลังพัฒนาตัวเองอยู่ข้างใน เราเพียงแค่มองไม่เห็น

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/girl-in-white-red-and-blue-shirt-sitting-on-white-wooden-table-z75p5r4vNF0
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงคิดว่า ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยลูกนั่งเบื่อให้เต็มที่ไปเลยก็แล้วกัน (ฮา) อันนี้ก็ต้องบอกว่าใจเย็นก่อน ความเบื่อนั้นมีหลายแบบ ความเบื่อที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ คือความเบื่อชั่วคราว ที่เกิดขึ้นตอนที่จิตใจมีอิสระจะล่องลอยไปไหนก็ได้ มันต่างจากความเบื่อแบบถูกบังคับและไม่มีทางออก ที่จะนำไปสู่ความหงุดหงิดและหมดแรงจูงใจ เหมือนความต่างระหว่างการอยู่ในรถที่รถติดแหง็ก กับ การได้เดินเล่นเรื่อยเปื่อย อย่างแรกนั้นแสนทรมาน แต่อย่างหลังนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกโล่ง โปร่ง สบายใจ
หากเด็กๆ (และจริงๆ ก็รวมถึงผู้ใหญ่ด้วย) ได้มีช่วงเวลาว่างแม้เพียงสั้นๆ 5-15 นาที ที่ไม่ถูกรบกวนหรือคาดหวังให้ทำสิ่งใด ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นการล่องลอยทางความคิดได้แล้ว
วิถีชีวิตแบบอุดทุกรูที่ว่างด้วยกิจกรรม
ชีวิตสมัยใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อกำจัดความเบื่อให้หมดไป สมาร์ทโฟน สตรีมมิ่ง การแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาไม่หยุด ทุกอย่างคอยจับความสนใจของเราเอาไว้ตลอดเวลา พอเริ่มจะว่าง พอเริ่มจะเบื่อปุ๊บ มือก็เอื้อมไปหยิบมือถือทันที เด็ก (และผู้ใหญ่) ยุคนี้ ได้ใช้เวลาอิสระ หรือได้อยู่เฉยๆ น้อยลงมาก เพราะทุกช่องว่างเล็กๆ ถูกเติมให้เต็มหมด รอคิวก็เล่นเกม รถติดก็ดูคลิป รออาหารก็ไถฟีด
มันสะดวกสบายและเพลิดเพลินก็จริง แต่มันมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นซ่อนอยู่ นั่นคือ การได้มีเวลาหยุดนิ่งเพื่อคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจดจ่อ หรือได้ปล่อยให้สมองได้หันเข้าไปข้างในตัวเองบ้าง
นักจิตวิเคราะห์เด็กชื่อ Winnicott ที่พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Capacity to be alone หรือความสามารถในการอยู่กับตัวเองได้ เขาบอกว่านี่คือหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดของชีวิตเลย ความสามารถที่จะอยู่กับตัวเองได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งเร้าจากภายนอกตลอดเวลา
และเขาเชื่อว่า เด็กจะพัฒนาความสามารถนี้ขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อมี "พื้นที่ว่างที่ปลอดภัย" ให้ได้ลองอยู่กับตัวเองดู

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/a-young-girl-laying-on-the-ground-next-to-a-brick-wall-FVtfFnvZm0Y
เป็นประเด็นที่ลึกซึ้งและชวนคิดใคร่ครวญต่อเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราออกแบบชีวิตลูกให้มีความว่างน้อยลงเรื่อย ๆ ทั้งจากการบ้าน จากกิจกรรมหลังเลิกเรียน และจากหน้าจอที่คอยเติมเต็มทุกช่องว่าง เราอาจจะกำลังฝึกให้ลูกทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ และเด็กที่อยู่กับตัวเองไม่ได้ โตขึ้นก็อาจจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องวิ่งหาสิ่งเร้าตลอดเวลา เพื่อหนีจากความเงียบในใจตัวเอง
ทบทวนเป้าหมาย เราอยากเห็นเด็กโตไปเป็นแบบไหนกันแน่
หากเรามองไปในภาพที่ใหญ่ขึ้นกว่าเรื่องการบ้าน อาจเป็นช่วงเวลาดีที่เราทุกคนจะได้ช่วยกันหาคำตอบให้สังคมว่า เราอยากเห็นเด็ก ๆ ของเราเติบโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหนสมรรถนะหรือทักษะแบบไหนที่เราอยากเห็นในตัวเขาเมื่อเติบโตขึ้น
ถ้าคำตอบคือ "คนที่รักการเรียนรู้ คิดเป็น แก้ปัญหาได้ และมีไฟในการทำสิ่งต่างๆ จากแรงขับข้างในตัวเอง" งั้นเราก็ต้องถอยกลับมาถามตัวเองว่า แล้วเราจะใช้เวลาในวัยเติบโตของเขาไปกับอะไรดี อะไรกันแน่ ที่มีความหมาย มีคุณค่า และจะติดเนื้อติดตัวเขาไปจริงๆ
เราบริหารเวลาที่แสนจะมีค่าและมีจำกัดในวัยเด็กให้มีความหมายได้ โดยรักษาสมดุลความหนักเบาของทุกสิ่งที่อยู่ในตัวเขาให้กำลังดี ใช้เวลากับสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ อย่างการบ้าน หรืองานที่ต้องส่งให้เรียบร้อย ทำกิจกรรมเสริมอย่างกำลังดี และอย่าลืมที่จะมีช่วงเวลาว่างโล่งโปร่งสบายให้มากเพียงพอ เป็นตารางว่าง ๆ ไว้เผื่อไปเติมแรงบันดาลใจ หรือจะแค่นอนมองเพดานเฉย ๆ ก็ได้ ไม่มีอะไรผิดเลย
ลองเบื่อบ้าง ลองว่างดู กันนะ
ผู้เขียน พนิตชนก ดำเนินธรรม คุณแม่นักเขียน ผู้สนใจการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก
รายการอ้างอิง (References)
● Gray, P. Free to Learn: Why Unleashing the Instinct to Play Will Make Our Children Happier, More Self-Reliant, and Better Students for Life.
● Brown, S. Play: How It Shapes the Brain, Opens the Imagination, and Invigorates the Soul.
● Deci, E. L., & Ryan, R. M. Self-Determination Theory — ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบสามอย่างของแรงจูงใจที่ยั่งยืน (Autonomy, Competence, Relatedness)
●Flow และการเรียนรู้เชิงลึก Csikszentmihalyi, M. Flow: The Psychology of Optimal Experience.
● งานวิจัยด้าน Tinkering และ Constructionism จาก MIT Media Lab
●สมองตอนพัก Smallwood, J., & Schooler, J. W. (2015). The Science of Mind Wandering. Annual Review of Psychology.
●Supekar, K., Menon, V., et al. (2010). Development of functional and structural connectivity within the default mode network in young children. NeuroImage.
●Winnicott, D. W. (1958). The Capacity to Be Alone. International Journal of Psycho-Analysis. เรื่องความว่างในฐานะพื้นที่ภายใน
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงเพื่อชวนคิดและแลกเปลี่ยนมุมมอง งานวิจัยที่อ้างถึงบางส่วนเป็นการศึกษาในบริบทต่างประเทศ การนำไปปรับใช้ควรพิจารณาบริบทของเด็กแต่ละคนและครอบครัวประกอบด้วย