
บ้าน หนังสือภาพ และงานศิลปะ: เส้นทางสร้างสรรค์ของก้อย สกุณี ณัฐพูลวัฒน์
หากเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งย่านวัดอุโมงค์ ตำบลสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ สิ่งแรกที่ผู้มาเยือนได้พบอาจไม่ใช่เพียงความอบอุ่นของพื้นที่อยู่อาศัย หากเป็นชั้นหนังสือภาพ งานศิลปะและบรรยากาศเงียบสงบที่ทำให้บ้านหลังนี้ดูคล้ายกำลังบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างผ่านทุกองค์ประกอบที่ถูกจัดวางอยู่ภายใน
สถานที่แห่งนี้คือ Koi’s Living Gallery แกลเลอรีและพื้นที่ร้านหนังสือขนาดเล็ก ของคุณก้อย สกุณี ณัฐพูลวัฒน์ นักเขียน บรรณาธิการ และนักวาดภาพประกอบ ผู้ทำงานอยู่ในแวดวงหนังสือมาอย่างยาวนาน
ภายใต้คอนเซปต์ gallery-ish. bookish. object-ish. พื้นที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้คนได้ใช้เวลาอย่างไม่เร่งรีบ จะนั่งอ่านหนังสือ มองงานศิลปะ เลือกซื้อหนังสือ ผลงานภาพเขียน ของสะสม ดื่มกาแฟ หรือเข้าร่วมเวิร์กช็อปงานศิลปะ หรือตลาดงานคราฟต์ที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว
แต่ก่อนจะมีบ้านหลังนี้ หลายคนรู้จักคุณก้อยในฐานะหนึ่งใน 4 ผู้ร่วมก่อตั้งร้านเล่า ร้านหนังสืออิสระชื่อดังบนถนนนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ช่วงปี พ.ศ. 2543 และร่วมดำเนินกิจการอยู่ในช่วง 4 ปีแรก ดูเหมือนว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาพื้นที่ของหนังสือไม่เคยห่างออกไปจากชีวิตของเธอเลย

จากนักศึกษาเกษตร สู่โลกศิลปะ
ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิตในมหาวิทยาลัย คุณก้อยตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ไม่เหมือนเพื่อนร่วมรุ่น โดยขอเลื่อนการฝึกงานตามสายวิชาออกไปหนึ่งปี เพื่อรักษาสถานะนักศึกษาเอาไว้สำหรับไปฝึกงานกับนิตยสาร บ้านและสวน แม้นั่นจะหมายถึงการเรียนจบช้ากว่าเพื่อนก็ตาม
การตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะหลังจากฝึกงานเพียงไม่กี่เดือน สำนักพิมพ์ก็ติดต่อกลับมาและชวนให้เข้าทำงานทันทีหลังเรียนจบ ก่อนจะทำงานต่อกับ Home & Décor และเริ่มต้นชีวิตฟรีแลนซ์ในเวลาต่อมา
คุณก้อยเล่าถึงตัวเองอย่างเรียบง่ายว่า “เป็นคนที่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสิ่งที่ชอบ” และดูเหมือนประโยคนี้จะอธิบายเส้นทางชีวิตทั้งหมดของเธอได้เป็นอย่างดี

เมื่อศิลปะสอนให้กล้าหาญที่จะเริ่มต้น
จากการทำงานในแวดวงหนังสือสำหรับเด็ก ซึ่งทำให้ได้ใกล้ชิดกับนักวาดภาพประกอบและทำกิจกรรมร่วมกันอยู่เสมอ ทำให้คุณก้อยเริ่มสนใจโลกของภาพวาดมากขึ้น แม้จะไม่เคยเรียนศิลปะอย่างจริงจัง แต่ด้วยความชื่นชอบส่วนตัว จึงตัดสินใจเดินทางไปเรียนเกี่ยวกับภาพประกอบที่ประเทศอิตาลี และสิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่เทคนิคการวาดภาพ เหมือนเช่นที่คุณก้อยบอกว่า “อาจารย์ไม่ได้สอนว่าต้องวาดยังไง แต่สอนให้เรากล้าหาญที่จะเริ่มต้น การวาดภาพจึงเป็นภาษาสากล และการลงมือทำคือประตูบานแรกของการเรียนรู้”
ทุกวันนี้ นอกจากทำงานวาดภาพประกอบ คุณก้อยยังคงจัดเวิร์กช็อปศิลปะอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเชิญศิลปินจากต่างประเทศมาสอนในประเทศไทย เพราะความสุขทางศิลปะ คือการได้แบ่งปันให้ผู้อื่นค้นพบความสุขแบบเดียวกัน

หนังสือภาพสำหรับเด็ก โลกใบใหญ่แห่งจินตนาการ
เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างภาพประกอบทั่วไปกับภาพประกอบสำหรับเด็ก คุณก้อยมองว่า ทั้งสองอย่างแทบไม่ได้แตกต่างกันมากนัก อย่างน้อยในมิติของความงามทางศิลปะ เพราะเชื่อว่า “หนังสือภาพสำหรับเด็ก คือหนึ่งในศิลปะชุดแรก ๆ ที่เด็กจะได้สัมผัสในชีวิต”
ดังนั้น ภาพสำหรับเด็กจึงควรมีคุณค่าทางศิลปะไม่ต่างจากงานสำหรับผู้ใหญ่ เด็กสามารถซึมซับความงาม มองเห็นรายละเอียด และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทางสายตาได้ตั้งแต่ยังเล็ก โดยมีสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ ภาพสำหรับเด็กไม่ควรทำหน้าที่บอกเล่าทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา แต่ควรเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ตีความด้วยตนอง
เด็กควรได้ฝึกมอง ฝึกคิด และสร้างประสบการณ์ผ่านสิ่งที่เห็น เพราะสำหรับคุณก้อยแล้ว “หนังสือภาพไม่ได้เป็นเพียงหนังสือหนึ่งเล่ม แต่กำลังทำหน้าที่เป็นโลกใบใหญ่ของเด็ก ๆ อีกด้วย”

“ห่อบ้านไว้ด้วยรัก” เมื่อบ้านกลายเป็นพื้นที่ทดลองทางความคิด
เมื่อแนวคิดเรื่องบ้านถูกถ่ายทอดผ่านนิทรรศการ ห่อบ้านไว้ด้วยรัก ซึ่งประกอบไปด้วยผลงานทั้งหมด 15 ชิ้น โดยบ้านในนิทรรศการของคุณก้อยไม่ได้มีความหมายทั่วไป หากแต่เต็มไปด้วยจินตนาการ ดังเช่น บ้านในอนาคต บ้านของต้นไม้ บ้านของมนุษย์ต่างดาว บ้านของนักดนตรี บ้านของคนเร่ร่อน หรือบ้านของคนที่ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง
ด้วยความเป็นคนชอบทดลอง จึงเลือกใช้เทคนิคและวัสดุแตกต่างกันในแต่ละชิ้นงาน เพราะเชื่อว่า กระบวนการสร้างงานตั้งแต่สีไปจนถึงชนิดของกระดาษ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อความหมาย
ในภาพที่พูดถึงคนเร่ร่อน คุณก้อยเลือกใช้กระดาษลัง เพราะรู้สึกว่าวัสดุชนิดนี้สอดคล้องกับเรื่องราวที่ต้องการเล่า เพราะภาพประกอบไม่ได้มีความสำคัญเพียงสิ่งที่ผู้ชมเห็น แต่ทุกกระบวนการก่อนหน้านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเช่นกัน
ในบรรดาผลงานทั้ง 15 ชิ้น มีหนึ่งชิ้นที่คุณก้อยกระซิบว่ารักมากที่สุด ซึ่งเป็นภาพของคนที่นั่งอยู่ในบ้านเพียงลำพัง ก้มมองโทรศัพท์มือถือ มีข้าวของวางกระจัดกระจายอยู่รอบตัว โดยโจทย์ของภาพนี้คือ บ้านที่มีคนอยู่คนเดียว แต่สิ่งที่ต้องการสื่อสารกลับไม่ได้พูดถึงความโดดเดี่ยวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง ต่อให้บ้านมีสมาชิกอยู่มากมาย แต่หากทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ ก็ไม่ต่างจากการใช้ชีวิตอยู่ลำพัง
ภาพนี้จึงไม่ใช่เพียงงานศิลปะ แต่สะท้อนความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมร่วมสมัยผ่านความเงียบภายในบ้าน

บ้านทุกหลังต้องมีหัวใจ
หากถามถึงหัวใจของบ้านในมุมมองส่วนตัว คุณก้อยตอบอย่างรวดเร็วว่า จะเห็นได้ว่าในภาพที่เขียนออกมา บ้านแทบทุกหลังมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน นั่นคือ “ห้องครัว” ซึ่งเป็นเหมือนพื้นที่แห่งความสุขของคนในบ้าน คำตอบสั้น ๆ นี้ดูเหมือนสะท้อนวิธีคิดทั้งหมดเอาไว้
เธอเลือกเดินด้วยเส้นทางของตัวเองเพื่อความสุข เลือกพาตัวเองไปอยู่ใกล้สิ่งที่รัก ผ่านหนังสือ ผ่านศิลปะ ผ่านการทดลอง และผ่านการแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ค้นพบโลกแบบเดียวกัน และบางที บ้าน ในความหมายที่แท้จริง อาจไม่ใช่สถานที่ที่เราอาศัยอยู่ทุกวัน แต่เป็นพื้นที่ให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่ทำให้หัวใจของเราเติบโตอย่างแท้จริง