ความต่างระหว่างบรรทัด: เมื่อเภสัชกร ศิลปิน และบรรณาธิการ พิสูจน์ว่าทุกประสบการณ์คือต้นฉบับ
24 April 2026
0
ความต่างระหว่างบรรทัด: เมื่อเภสัชกร ศิลปิน และบรรณาธิการ พิสูจน์ว่าทุกประสบการณ์คือต้นฉบับ
หากมองย้อนกลับไปในโลกของนักเขียน เราจะพบว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวอักษรจำนวนมาก มิใช่เพียงจินตนาการที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่คือ ชีวิตของผู้เขียน ซึ่งมีเส้นทางที่แตกต่างกัน นั่นคือโจทย์ที่เวทีเสวนา "ความต่างระหว่างบรรทัด" ในงาน Learning Fest Bangkok 2026 ชวนตั้งคำถาม ผ่านบทสนทนากับนักเขียนสามคนที่มาจากคนละเส้นทาง คนละยุคสมัย และคนละภูมิหลัง แต่กลับมีจุดร่วมสำคัญเดียวกัน นั่นคือ การนำประสบการณ์ชีวิตมาหลอมรวมเป็นเรื่องเล่า
ในครั้งนี้เราจะเข้าไปสำรวจโลกการเขียนผ่านชีวิตของนักเขียนทั้งสาม ได้แก่ คุณเบส กิตติศักดิ์ คงคา เภสัชกรผู้เปลี่ยนกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นโครงสร้างของงานเขียน คุณม่อน อุทิศ เหมะมูล นักเขียนผู้เติบโตจากโลกศิลปะที่มองการเขียนเหมือนการวาดภาพด้วยตัวอักษร และ คุณเต้ จิราภรณ์ วิหวา บรรณาธิการจากโลกแมกกาซีนที่เชื่อว่าการเขียนสามารถอยู่ในภาชนะใดก็ได้
บทสนทนานี้จึงไม่ใช่เพียงการพูดถึง “อาชีพนักเขียน” แต่เป็นการชวนตั้งคำถามว่า ชีวิตแบบไหนบ้างที่สามารถกลายเป็นวัตถุดิบของการเขียนได้
กิตติศักดิ์ คงคา เภสัชกรผู้ปรุงยาเป็นภาษาวรรณกรรม
เส้นทางการเป็นนักเขียนของ คุณเบส กิตติศักดิ์ คงคา ไม่ได้เริ่มต้นจากโลกวรรณกรรม แต่เริ่มต้นจากโรงงานยาสมุนไพรของครอบครัว
แม้ปัจจุบันเขาทำงานในฐานะนักเขียน และเป็นบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ 13357 แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ ชีวิตของเขาเริ่มต้นจากเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
คุณเบสเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงงานยาสมุนไพร ซึ่งเป็นกิจการที่สืบทอดกันมาถึงสามรุ่น ตั้งแต่เด็กเขาคุ้นเคยกับภาพของถังทำยาหม่อง เครื่องอัดยาแคปซูล และกระบวนการผลิตยา
แม้จะเติบโตมาในโลกของการแพทย์ ความฝันของเขากลับอยู่ในอีกโลกหนึ่ง “จริง ๆ มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก” แต่ความฝันนั้นต้องถูกวางไว้ชั่วคราว เมื่อครอบครัวกำหนดเส้นทางชีวิตไว้อย่างชัดเจน
“เนื่องจากที่บ้านเป็นโรงงานยา ประกอบกับพ่อแม่มีใบสั่งว่า ต้องเรียนเภสัชเท่านั้น งานเขียนทำเป็นงานที่สองได้ แต่ต้องมุ่งมั่นกับการทำงานให้ครอบครัวก่อน” เขาจึงต้องเลือกเรียนเภสัชศาสตร์และเข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มตัว
เมื่อธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งย้ายโรงงาน ปรับมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวอย่่างหนัก
ในช่วงเวลานั้น เขาแทบไม่มีโอกาสได้หยุดพักเพื่อทำสิ่งที่ตัวเองรัก ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานกับครอบครัวยังสร้างความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน “แม่ เจ้านาย และคนที่ตัดสินใจ คือคนเดียวกัน ซึ่งแยกไม่ออกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบเจ้านายลูกน้อง หรือคนในครอบครัว”
ความสับสนนี้ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตและนำไปสู่การค้นหาบางสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ อิสรภาพทางการเงิน คุณเบสจึงเริ่มศึกษาตลาดหุ้นและเศรษฐกิจอย่างจริงจัง จนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินการลงทุนที่ประสบความสำเร็จและมีอิสรภาพทางการเงิน “ผมรู้สึกว่าถ้าเราไม่มีอิสรภาพทางการเงิน เราจะไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกแบบนี้ไปได้”
หลังผ่านช่วงเวลาของการแสวงหาความมั่นคงทางการเงินและธุรกิจครอบครัว ในปี 2018 คุณเบสตัดสินใจหันกลับไปหาความฝันเดิมของตนเอง โดยเริ่มต้นเส้นทางนักเขียนอย่างจริงจัง นิยายเรื่องแรก “เกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น” ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านอย่างล้นหลาม กลายเป็นหนึ่งในนิยายที่มียอดอ่านสูงที่สุดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ถูกนำไปตีพิมพ์เป็นหนังสือ แปลเป็นภาษาอื่น และสร้างเป็นละคร
คุณเบสจึงมองเห็นเส้นทางใหม่ของชีวิต และการเติบโตในโลกของวิทยาศาสตร์ ทำให้มีแต่พื้นฐานการคิดเป็นระบบกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของงานเขียน “ถ้าใครเคยเรียนสายการแพทย์จะรู้ว่า ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน ถ้าผิดเพียงขั้นตอนเดียว ตอนท้ายคาบก็จะไม่มีงานส่งอาจารย์”
ความคิดแบบนั้นจึงติดตัวเขามาสู่งานเขียน “เวลาผมเขียนหนังสือ ผมจะวางแผนเป็นขั้นตอน แล้วเช็ค feedback จากผู้อ่านเสมอ” เขาอ่านรีวิวของผู้อ่านทุกชิ้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ “สิ่งที่คนอ่านชอบ เราต้องขยายมันให้มากขึ้น สิ่งที่เขาไม่ชอบ เราต้องลดมันลง” สำหรับเขา การเขียนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแรงบันดาลใจ แต่เป็นทั้งศิลปะและระบบการคิดที่ต้องทำงานร่วมกัน
ถึงแม้งานเขียนของเขาจะมี “แพตเทิร์น” บางอย่างซ้ำอยู่เสมอ แต่ความท้าทายของนักเขียนคือ การทำให้ผู้อ่านยังรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องเล่าเดิมในรูปแบบใหม่ “โจทย์ของผมคือ จะเล่าเรื่องแบบเดิมให้คนอ่านตื่นเต้นได้อีกสิบครั้งได้อย่างไร” นั่นจึงทำให้เขาต้องพยายามก้าวนำผู้อ่านอยู่เสมอ “งานของนักเขียนคือการก้าวเหนือนักอ่านหนึ่งก้าว เพื่อทำให้เขายังอยากอ่านงานของเรา”
จากเด็กที่เติบโตมาในโรงงานยาสมุนไพร สู่เภสัชกร นักลงทุน อินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงิน และในที่สุด นักเขียน เรื่องราวชีวิตของคุณเบส กิตติศักดิ์ คงคา จึงเหมือนการทดลองสูตรยาอีกชนิดหนึ่ง เพียงแต่ครั้งนี้ วัตถุดิบไม่ได้อยู่ในห้องแลป แต่อยู่ในประสบการณ์ชีวิตของตัวเขาเอง
อุทิศ เหมะมูล จิตรกรผู้วาดภาพผ่านตัวอักษร
สำหรับ คุณม่อน อุทิศ เหมมะมูล การเขียนหนังสือไม่ใช่เส้นทางที่แยกออกจากศิลปะ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
ในฐานะนักเรียนศิลปะจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาพวาด หนังสือ และภาพยนตร์ พร้อมกับความฝันหลายอย่างที่ยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่กับเขามาโดยตลอด คือการอ่าน “ผมอ่านหนังสือมาตลอดตั้งแต่อายุ 15 ปี ทั้งวรรณกรรมและบทความ ผมจะพกหนังสือติดตัวอยู่ตลอดเวลา” การอ่านจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ค่อย ๆ บ่มเพาะโลกภายในโดยไม่รู้ตัว
เมื่อสำเร็จการศึกษา ด้วยความฝันอยากเป็นผู้กำกับ เขาจึงเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำภาพยนตร์ ตำแหน่งอาร์ตไดเรกเตอร์ โลกของการทำงานที่เต็มไปด้วยผู้คน การตัดสินใจที่รวดเร็ว และแรงกดดันมหาศาล ทุกคนต้องทำงานร่วมกันภายใต้เวลาและเงื่อนไขที่จำกัด “ธรรมชาติของกองภาพยนตร์มันรวมทุกอย่างอยู่ในที่เดียวกัน แล้วก็ทะเลาะกันทุกวัน ตั้งแต่ผู้กำกับยันช่างไฟ”
สำหรับคนที่มีนิสัยรักความสงบและไม่ชอบอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก การทำงานในพื้นที่แบบนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ “ผมค้นพบว่าตัวเองไม่เหมาะกับการทำงานที่ต้องอยู่กับคนจำนวนมาก ผมมีความสุขกับการทำงานเงียบ ๆ ของผมคนเดียว”
การค้นพบนี้ทำให้ตัดสินใจหันกลับมาสู่การทำงานที่เปิดพื้นที่ให้อยู่กับตนเองมากขึ้น สิ่งนั้นก็คือ การเขียนหนังสือ เพราะเป็นงานที่สามารถทำได้เพียงลำพัง และเปิดพื้นที่ให้จินตนาการทำงานได้อย่างเต็มที่ “การเขียนหนังสือเป็นงานที่ไม่ต้องอยู่กับใคร อยู่กับตัวเอง คุยกับตัวเอง แล้วก็บ้าได้กับตัวเอง”
ช่วงเวลาที่เริ่มต้นเขียนหนังสือ เป็นยุคที่นิตยสารรายสัปดาห์รุ่งเรือง พื้นที่เหล่านั้นเปิดโอกาสให้นักเขียนหน้าใหม่ได้ส่งผลงานเรื่องสั้นไปตีพิมพ์ คุณม่อนเองก็เติบโตมาในระบบนั้น เขาเขียนเรื่องสั้น ส่งไปยังนิตยสารต่าง ๆ และรอคอยวันที่จะได้เห็นผลงานของตัวเองปรากฏบนแผงหนังสือ ประสบการณ์นั้นกลายเป็นความทรงจำสำคัญของนักเขียนยุคหนึ่ง “บรรณาธิการจะไม่บอกว่าพิมพ์หรือไม่พิมพ์ เราต้องเดินไปที่แผงหนังสือ เปิดดูเองว่าเรื่องของเราได้ตีพิมพ์หรือยัง”
วันที่เห็นชื่อของตัวเองอยู่ในนิตยสาร คือวันที่ทำให้หัวใจพองโต “ถ้าวันนั้นเปิดแล้วเจอเรื่องของตัวเอง มันเหมือนเป็นของขวัญที่ดีที่สุดของวันนั้นเลย” แม้ว่าค่าต้นฉบับจะไม่ได้มาก และต้องรออีกเป็นเดือน กว่าจะได้รับเงิน แต่ความสุขจากการได้เห็นงานตัวเองตีพิมพ์นั้นมีค่ามากกว่าสิ่งใด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้งานเขียนของคุณม่อนมีลักษณะเฉพาะ คือพื้นฐานจากการเป็นจิตรกรที่คิดงานเขียนเป็นภาพวาด “วิธีคิดของผมคือการคิดให้เป็นภาพ การเขียนหนังสือคือการใช้ตัวอักษรร้อยเรียงเพื่อบรรยายภาพนั้นออกมา”
การฝึกฝนจากการเรียนเพนท์ติ้ง ทำให้คุ้นเคยกับการมองรายละเอียดของโลก แสงที่ตกกระทบวัตถุ การเคลื่อนไหวของลม หรือกระทั่งกลิ่นและรสสัมผัสที่ซ่อนอยู่ในฉาก สิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่ในงานเขียนเสมอ “บางคนบอกว่าผมเขียนหนังสือเหมือนภาพวาด เพราะเวลาอ่านจะรู้สึกถึงแสงแดด ลม หรือกลิ่นต่าง ๆ ได้” นี่คือวิธีการเล่าเรื่องที่เกิดจากประสบการณ์ของการเป็นศิลปิน การเขียนสำหรับเขา จึงเหมือนการวาดภาพอีกแบบหนึ่ง เพียงแต่เปลี่ยนจากพู่กันเป็นตัวอักษร
ระบำเมถุน ผลงานเรื่องแรกซึ่งเกิดขึ้นจากการสะสมเรื่องสั้นที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร ในยุคนั้นการเขียนเรื่องสั้นถือเป็นเส้นทางสำคัญของนักเขียนหน้าใหม่ เมื่อมีผลงานประมาณ 10 กว่าชิ้น ก็จะนำมารวมเล่ม “พอมีเรื่องสั้นประมาณ 10–13 เรื่อง ก็เอามารวมเล่ม มันเป็นความภูมิใจมาก เพราะแต่ละเรื่องจะมีเชิงอรรถบอกว่าตีพิมพ์ครั้งแรกที่ไหน”
รูปแบบของหนังสือจึงสะท้อนยุคสมัยของวงการสิ่งพิมพ์ในเวลานั้น แม้เวลาผ่านไปกว่าสองทศวรรษ ผลงานเหล่านั้นยังคงถูกนำกลับมาตีพิมพ์ใหม่ เช่น กระจกเงา เงากระจก ที่ยังคงได้รับความสนใจจากผู้อ่านรุ่นใหม่
แม้วันนี้คุณม่อนจะเป็นนักเขียนเต็มตัว แต่ก็ไม่เคยทิ้งโลกของศิลปะ ภายหลังหยุดวาดภาพไปกว่า 10 ปี เขากลับมาจับพู่กันอีกครั้ง และปาดป้ายฝีแปรงในช่วงพักจากการเขียนหนังสือ “เวลาที่วาดภาพมันเหมือนการพักจากการเขียน ผมคิดว่าควรมีนิทรรศการของตัวเองทุก 2-3 ปี”
ชีวิตของเขาจึงเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างสองโลก โลกของภาพวาดและโลกของตัวอักษร ทั้งสองสิ่งหล่อเลี้ยงกันและกันอย่างเงียบ ๆ
จิราภรณ์ วิหวา บรรณาธิการที่งานเขียนอยู่ในหลายภาชนะ
แม้ปัจจุบัน คุณเต้ จิราภรณ์ วิหวา จะไม่ได้เขียนหนังสือเป็นเล่มมาร่วม 10 ปีแล้ว แต่ชีวิตของเธอก็ยังคงวนเวียนอยู่กับโลกของตัวอักษร
“ปัจจุบันไม่ได้เขียนหนังสือมาร่วม 10 ปี แต่ก็ยังคลุกคลีอยู่ในวงการหนังสือ เพราะงานที่ทำเป็นงานรับเขียนคอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งไม่ใช่แค่การเขียนอย่างเดียว แต่เป็นการนำทักษะการเขียนมาออกแบบเป็นเรื่องเล่าใหม่ ๆ” สำหรับเธอ การเขียนจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกบรรจุอยู่ในรูปแบบเดียว แต่มันสามารถเปลี่ยนภาชนะไปได้เรื่อย ๆ ตามโลกที่เปลี่ยนไป
จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก คุณเต้เติบโตมากับโลกของนิตยสารสำหรับเด็กที่มี “พี่ บก.” ทำหน้าที่พูดคุยกับผู้อ่าน เด็กหญิงคนหนึ่งในเวลานั้นอ่านมันอย่างหลงใหล จนเริ่มจินตนาการว่า วันหนึ่งข้างหน้าอยากเป็นคนที่เขียนข้อความแบบนั้นบ้าง “ตอนเด็ก ๆ โตมากับคอลัมน์พี่ บก. ในนิตยสารเด็ก ชอบมาก อยากเป็นพี่ บก. ก็เลยเอาสมุดนักเรียนมาตีคอลัมน์ แล้วเขียนเป็นพี่ บก. ขึ้นมาเอง”
แม้จะเป็นการเล่นในสมุดนักเรียน แต่ความฝันนั้นยังคงซ่อนอยู่ในความทรงจำและปรากฏอีกครั้งเมื่อได้ทำงานในวงการนิตยสาร “พอได้มาทำนิตยสาร ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เราเคยอยากทำสิ่งนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ”
เมื่อถึงเวลาต้องเลือกเส้นทางการเรียน เธอไม่ได้รู้ชัดเจนว่าต้องเรียนอะไรเพื่อจะกลายเป็นบรรณาธิการ โชคดีที่ครูแนะแนวให้ทำแบบทดสอบความถนัด ผลลัพธ์พาเธอไปสู่สายสื่อสารมวลชน
การเรียนสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่มีการแบ่งวิชาเอกชัดเจน นิสิตต้องเรียนทุกอย่าง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ โฆษณา การถ่ายวิดีโอ และการทำข่าว “พอได้เรียนก็รู้สึกว่า เราเป็นอะไรก็ได้ เพราะเราได้ลองทุกอย่าง ทั้งการถ่ายวิดีโอ การเป็นนักข่าว การทำโฆษณา”
ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีทรัพยากรจำกัด ยังกลายเป็นบทเรียนสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เพราะเมื่องบประมาณน้อย อุปกรณ์ไม่พร้อม สิ่งเดียวที่ใช้ได้คือความคิด “มหาวิทยาลัยมีอุปกรณ์จำกัด เราเลยถูกบังคับให้ต้องคิดเยอะ ๆ ถ้าไม่รู้จะทำอะไร ก็ต้องคิดไว้ก่อน”
การเติบโตจากกองบรรณาธิการนิตยสาร a day ที่ทำหน้าที่รวบรวมต้นฉบับ ติดต่อประสานงาน และทำงานเบื้องหลังจนมีหนังสือเป็นของตนเอง
ถึง แม้ทำงานเกี่ยวกับการเขียนทุกวัน แต่เธอกลับเริ่มตั้งคำถามกับชีวิต “ช่วงนั้นจะตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า ชีวิตเราเกิดมาทำไม เราจะโตไปแบบไหน” คำถามเหล่านั้นค่อย ๆ สะสมจนเกือบกลายเป็นภาวะซึมเศร้า ในยุคที่สังคมยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า Mindfulness หรือการดูแลสุขภาพจิต ทำให้ต้องหาวิธีรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นด้วยตนเองและวิธีที่เลือกคือ การเขียน “เราเขียนหนังสือเพื่อหลุดพ้นจากความขมุกขมัวในหัว แล้วพบว่ามันช่วยได้ เพราะอยู่ดี ๆ เราก็หลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง”
โลกที่เธอพูดถึงไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง ไม่ต้องตรงกับแนวทางของนิตยสาร และไม่ต้องถูกจำกัดด้วยรูปแบบใด มันเป็นโลกของจินตนาการที่เปิดพื้นที่ให้ได้หายใจอีกครั้ง
จากการเขียนชิ้นเล็ก ๆ ค่อย ๆ สะสม “เหมือนการหยอดกระปุก เขียนสะสมไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คิดว่าจะเอาไปลงที่ไหน” ในที่สุดต้นฉบับเหล่านั้นก็กลายเป็นหนังสือเล่มแรก คือ ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามาก ๆ
หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องของเด็กผู้หญิงชนชั้นกลางคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าความสุขคืออะไร และไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหนต่อ ตัวละครนั้นคล้ายจะเป็นเงาสะท้อนของผู้เขียนในช่วงเวลานั้น “มันเหมือนเราไม่รู้ว่าช่องว่างนั้นคืออะไร แล้วก็เหมือนไม่มีใครอนุญาตให้เรามีความทุกข์ขนาดนั้น”
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้วิธีเขียนของคุณเต้แตกต่างจากนักเขียนหลายคน คือกระบวนการคิดงานที่ไม่ได้เริ่มจากพล็อต แต่เริ่มจากชื่อเรื่อง “วิธีเขียนของเราคือเริ่มจากชื่อหนังสือก่อน ถ้ามีชื่อแล้วเราจะกระชุ่มกระชวยขึ้นมาเพื่อเขียนไปให้ถึงชื่อนั้น” ตัวอย่างเช่น นิยาย สนธิสัญญาฟลามิงโก เริ่มขึ้นจากการนำคำสองคำที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันมาชนกัน เมื่อมีชื่อแล้ว จึงเริ่มสร้างเรื่องราวให้สอดคล้องกับชื่อนั้น “พอมีชื่อแล้วเราก็ลากทุกอย่างเข้ามาหามันให้ได้ ตัวละครอาจจะเป็นสัตว์ แล้วในเรื่องก็ต้องมีการทำสนธิสัญญาอะไรบางอย่าง” วิธีคิดเช่นนี้อาจดูเหมือนการเล่นแต่แท้จริงแล้วมันสะท้อนวัฒนธรรมของวงการนิตยสารและการเขียนโฆษณาซึ่งให้ความสำคัญกับการตั้งชื่อที่สะดุดตา “เราโตมากับโรงเรียน copywriting และโรงเรียนนิตยสาร ที่ต้องตั้งชื่อให้ครีเอทีฟ เอาคำที่ต่างกันมาชนกัน” และวิธีนั้นก็กลายเป็นลายเซ็นของงานเขียนของเธอไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อมองย้อนกลับไป คุณเต้พบว่าการเขียนได้พาเธอเดินทางมาไกล จากเด็กที่ลองตีคอลัมน์เล่น ๆ เธอกลายเป็นบรรณาธิการ นักเขียน และคนทำคอนเทนต์ที่ยังคงใช้ตัวอักษรเป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง “การเขียนสำหรับเรามันไม่ได้อยู่ในภาชนะเดียว มันเปลี่ยนรูปไปได้เรื่อย ๆ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น นิยาย นิตยสาร หรือคอนเทนต์ออนไลน์ ทั้งหมดล้วนเป็นรูปแบบของการเล่าเรื่อง และสำหรับเธอสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่ามันถูกเรียกว่าอะไรแต่คือการได้ใช้การเขียนเพื่อทำความเข้าใจโลกรวมถึงทำความเข้าใจตัวเอง
ไม่มีสูตรสำเร็จของการเขียน
การเขียนไม่มีสูตรสำเร็จ บางคนเริ่มจากการอ่าน บางคนเริ่มจากการวาด บางคนเริ่มจากการตั้งคำถามกับโลก เส้นทางของนักเขียนแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน “สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะใช้คำ ใช้ภาพ หรือใช้แพลตฟอร์มไหน มันก็ยังเป็นการเล่าเรื่องของมนุษย์อยู่ดี”
และบางที นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เข้าใจว่า การเขียนไม่ใช่เพียงการผลิตตัวหนังสือ แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตั้งใจพอที่จะมองเห็นเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในโลกใบเดิม