
‘อยากเป็นหมอ’ คำพูดติดหูที่สะท้อนค่านิยมของสังคมไทยที่มักส่งเสริม สนับสนุน (แกมบังคับเล็กๆ) ให้ลูกหลานเรียนหมอ เพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ได้รับการยกย่องนับหน้าถือตาจากสังคม แต่เมื่อได้เป็นหมอแล้ว ชีวิตจะเป็นอย่างที่วาดฝันไว้หรือไม่ จะมีใครตอบได้ดีกว่าหมออีกล่ะ ...จริงไหม
น.พ.อุเทน บุญอรณะ หรือหมอเกาลัด นอกจากเป็นอายุรแพทย์โรคระบบประสาทและสมองแล้ว เขายังหลงใหลในศาสตร์การเล่าเรื่อง เลยจัดสรรเวลาว่างหลังจากการทำหน้าที่หมอมาจับปากกา สวมอาชีพนักเขียน มีผลงานหนังอย่าง ‘กว่าเจ้จะเป็นหมอ’ ‘Wake Up ชะนี’ และ ‘เป็นผู้ใหญ่ใครว่าไม่เจ็บ’ และยังเป็นเจ้าของเพจหมอตุ๊ด ที่เล่าประสบการณ์ชีวิตตัวเองอย่างออกรส
หมอเกาลัดจะมาแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตหมอ ว่ากันตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาแพทย์ ไปจนถึงการควบสองอาชีพไว้ในตัวเอง แถมด้วยคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากสวมเสื้อกาวด์รักษาคนไข้

- 5 ข้อ ว่าที่นักศึกษาแพทย์ต้องรู้
เชื่อว่า หลายคนอาจยังเข้าใจผิดหรือสับสนเกี่ยวกับอาชีพหมอ หมอเกาลัดเลยส่ง 5 เช็กลิสต์มาให้สำรวจและปรับความเข้าใจอาชีพนี้ให้ถูกต้องตรงกัน
ข้อหนึ่ง : วิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ที่เรียนช่วงมัธยมปลาย เพื่อใช้สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ แต่เมื่อเริ่มเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 จะต้องเรียนใหม่ทั้งหมด และวิชาที่ใช้เยอะที่สุดคือวิชาภาษาอังกฤษ เพราะต้องอ่าน Textbook หลายเล่มมาก
ข้อสอง : คณะแพทยศาสตร์ ไม่มีสาขาวิชาเอก เราเรียนทุกวิชาเหมือนกันจนจบ 6 ปี จากนั้นจึงเรียนเพิ่มพูนทักษะอีก 3 ปี แล้วทำงานเพื่อเรียนรู้ว่าชอบด้านไหน แล้วจึงกลับมาเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาที่สนใจ ซึ่งแต่ละสาขามีระยะเวลาเรียนแตกต่างกัน เช่น อายุรกรรมเรียน 3 ปี ศัลยกรรมสมองเรียน 6 ปี เป็นต้น
ข้อสาม : คณะแพทยศาสตร์เรียนไม่ยาก แค่เรียนเยอะ งานเยอะ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือเยอะ แค่อ่านให้ครบ ทำความเข้าใจ จับประเด็นให้ได้ก็เพียงพอแล้ว
ข้อสี่ : ชีวิตหมอแบ่งตามลำดับความสำคัญเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก เราต้องมอบชีวิตให้คนไข้ ส่วนที่สอง ให้ครอบครัว ส่วนที่สามถึงจะเป็นชีวิตส่วนตัว
ข้อห้า : หมอเป็นอาชีพที่มั่นคง ไม่จริงเสมอไป ดูจากช่วงที่โรคโควิด-19 ที่ผ่านมา หมอหลายคนที่มีคลินิกต้องปิดกิจการกันเยอะมาก ปัจจุบันอาชีพแพทย์ยังถือว่าขาดแคลนมาก โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทาง

- ชีวิตหมอที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
หมอเกาลัดพาย้อนเวลากลับไปช่วงเป็นนักศึกษาแพทย์ “ช่วงที่ลำบากสุดคือตอนปี 4 คือปี 1 เราเรียนรวมกับเด็กวิทย์ทั่วไป ปี 2 - 3 เริ่มสนุกเพราะเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ผ่าอาจารย์ใหญ่ทั้งวันทั้งคืน แต่พอปี 4 ขึ้นไป ต้องสลัดคราบนักศึกษาไปเป็นแพทย์ฝึกหัด ทำงานในโรงพยาบาล บอกเลยว่าวิถีชีวิตเปลี่ยนแทบทุกอย่าง จากการเข้าเรียน 9 โมงเช้า เลิก 4 โมงเย็น กลายเป็นต้องเข้าวอร์ดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ออกจากโรงพยาบาล 2 ทุ่ม และถ้าต้องอยู่เวรก็อาจจะอยู่ยาวจนถึงเที่ยงคืน การพูด ต้องสื่อสารภาษาแพทย์กับรุ่นพี่และอาจารย์ เพราะฉะนั้น การปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญมากในการเรียนแพทย์”
จบจากการเป็นแพทย์ฝึกหัด ก็ต่อด้วยไปเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะอีก 3 ปี หลังจากนั้นถึงเข้าสู่การเรียนแพทย์เฉพาะทางที่เลือกได้ตามความถนัด ใครวางแผนอยากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางในต่างประเทศ จะต้องไปสอบใบประกอบวิชาชีพที่ประเทศนั้นก่อน
“อย่างเราไปเรียนต่อเฉพาะทางที่อเมริกา ก็ต้องไปสอบใบประกอบวิชาชีพที่นั่นก่อน แล้วค่อยไปเรียน แต่พอกลับไทยก็มีกฎหมายบังคับว่า ถ้าจะเป็นแพทย์เฉพาะทางในไทย ต้องสอบใบประกอบวิชาชีพของไทยด้วย แม้จะสอบมาแล้วจากต่างประเทศ ก็ต้องสอบใหม่”

- หมอไม่ใช่อาชีพ แต่คือวิถีชีวิต
แนวทางการรักษาผู้ป่วยในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและการตัดสินใจของหมอเพียงอย่างเดียว หมอต้องคุยกับญาติเพื่อทราบถึงความต้องการของผู้ป่วยให้ชัดเจน เพราะเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการรักษา “ต้องให้ความสำคัญกับการเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย เพราะท้ายที่สุด เป็นสิ่งที่หมอต้องปฏิบัติกับร่างกายของเขา ปัจจุบันหมอจึงมีหน้าที่ให้แนวทางแก่การรักษาเท่านั้น แล้วให้ผู้ป่วยได้ตัดสินใจเลือกทางที่ตัวเองต้องการ”
นอกจากนี้ อาชีพหมอจะติดตัวเราตลอดไป “การเรียนคณะแพทย์ต้องเข้าใจก่อนว่า การเป็นแพทย์ไม่ได้เป็นแค่อาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิต เพราะไม่ว่าเรากำลังใช้ชีวิตส่วนตัวอยู่ ถ้าถูกเรียกตัว ก็ต้องรีบเข้าโรงพยาบาลทันที ดังนั้น หากตัดสินใจเรียนคณะแพทย์แล้ว อย่าถามตัวเองว่าอยากทำอาชีพนี้ไหม ให้ถามว่าอยากจะใช้วิถีชีวิตแบบนี้ไหม ต้องนึกถึงคนในครอบครัว และผู้ร่วมชีวิตในอนาคตว่าจะเข้าใจเราไหม และที่สำคัญสุด เราเข้าใจตัวเองหรือเปล่า และยอมรับได้ไหม”

สำหรับการเป็นคุณหมอนักเขียนของหมอเกาลัดนั้น ได้รับทั้งคำแนะนำที่ดีและแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างเสมอมา ตั้งแต่คุณพ่อที่สอนให้มุ่งให้ความสำคัญถึงการเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้ แต่ก็สอนให้ตระหนักถึงโลกความเป็นจริงควบคู่ไปด้วย
ส่วนคุณแม่บอกเสมอว่า “การเป็นนักเขียนต้องมีเรื่องให้เล่า จงไปผจญภัยก่อนเพื่อหาเรื่องมาเล่า”
และสุดท้ายคือครูแนะแนวที่สอนไว้ว่า “เด็กทุกคนมี 2 ส่วนที่สำคัญคือ 1. ชีวิต 2. ความฝัน ไม่จำเป็นต้องทำงานที่เกี่ยวกับความฝัน ถ้าเราทำงานอะไรสักอย่างที่ทำให้ชีวิตเราดี เลี้ยงตัวได้ เราจะมีเวลามาสานฝันต่อ แต่ถ้าเราไม่มีชีวิต ก็จะไม่มีความฝัน ส่วนการนำอาชีพกับความฝันมาผสมกัน บางคนโชคดีได้ทำงานในสิ่งที่รักมาโดยตลอด แต่ถ้าวันไหนเกิดหงุดหงิดและเบื่องานมาก เราจะไม่เหลือความฝันแล้วนะ เพราะงานที่ทำเกี่ยวความฝันของเราไว้ด้วย เมื่อนั้นเราจะอ้างว้างมาก”
คำสอนและคำแนะนำเหล่านั้นนำพาให้หมอเกาลัดตัดสินใจเลือกยึดอาชีพแพทย์ไว้หาเลี้ยงตน และตกตะกอนทุกมุมมอง ทุกปัญหาและทุกความรู้สึกที่ได้เรียนรู้จากบทบาทหมอ และแง่มุมของคนไข้ มาถ่ายทอดลงในหนังสือในฐานะนักเขียน ซึ่งเป็นอีกความฝันของเขานั่นเอง สมกับฉายา ‘หมอสายไฮบริด’
สำหรับแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ หมอเกาลัดยืนยันว่าควรเริ่มต้นจากการอ่าน “สิ่งที่นักเขียนต้องทำมากกว่าการเขียนคือ ต้องอ่าน” หมอเกาลัดยังบอกเพิ่มเติมอีกด้วยว่า “การอ่านทำให้เรามีคลังสะสมด้านภาษา สักพักในหัวจะเพิ่มพูนไปด้วยตัวอักษรมากมาย กระทั่งวันหนึ่งแรงใจต่อการเขียนหนังสือสักเล่มจะมาเอง”

- จัดเวลาด้วยการลำดับความสำคัญ
อย่างที่ทราบกันว่า หมอต้องสละชีวิตส่วนตัวเพื่อทุ่มเทให้คนไข้ แล้วการเป็นหมอสายไฮบริด ที่ทำมากกว่าอาชีพหมอจะต้องจัดสรรเวลาอย่างไร? หมอเกาลัดยิ้มก่อนตอบว่า “มีวินัย” ตามด้วยเคล็ดลับการจัดเวลาที่เขาได้มาจากการอ่านหนังสือ
“การลำดับความสำคัญว่า ณ เวลานี้ อะไรสำคัญสุด อะไรรีบด่วนสุด ลำดับให้ดีแล้วค่อยๆ ทำไป ส่วนเรื่องอยากเป็นอะไร ไม่ต้องกะเกณฑ์มาก เพราะความอยากเปลี่ยนแปลงได้ตลอด เราเป็นคนใหม่ได้ในทุกเช้าที่ตื่น ดังนั้นให้คิดแค่ว่า จงพร้อมกับทุกสถานการณ์ เตรียมสิ่งที่ต้องทำแล้วทำเลย วันนี้อยากสอบเข้าที่นี่ ก็พร้อม พรุ่งนี้อยากสอบเข้าอีกคณะ ก็พร้อม ถ้าจัดลำดับความสำคัญได้ การแบ่งเวลาจะมาเอง”
- ความกดดัน...ความสุข...และผองเพื่อน
ใครที่ตั้งใจเรียนคณะแพทยศาสตร์ก็ดี หรือได้เข้าเรียนแล้วก็ดี สิ่งที่ต้องพบเจอแน่ๆ ตลอดการเป็นนักศึกษาแพทย์คือ ความเครียดและความกดดัน ‘อย่าอยู่คนเดียว’ คือสิ่งหมอเกาลัดเน้นย้ำเสียงหนักแบบที่ต้องทำตัวหนาให้คำนี้เลย “ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรียนหมอนั้นเครียดมาก แต่ก็มีวิธีที่ช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ นั่นก็คือ General Life เป็นการเรียกตามจิตวิทยา ให้คิดว่าไม่ใช่เราที่เหนื่อยและเศร้าคนเดียว เพื่อนข้างๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน เราสอบตก ก็มีเพื่อนที่ตกไปกับเราด้วย เมื่อเรามีเพื่อน จะผ่านพ้นไปได้เสมอ อาจารย์คณะแพทย์จึงพูดเสมอว่า อย่าบินเดี่ยว ให้ไปกันเป็นกลุ่ม”
การเรียนเป็นเรื่องสำคัญแต่ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต จงอย่าลืมการใช้ชีวิตของตัวเองด้วย
“ใน 1 วัน เราต้องมีชีวิตในส่วนของความฝันด้วยอย่างที่บอกไป เราทำงานเพื่อให้ใช้ชีวิตได้ และแบ่งเวลามาทำตามความฝัน เช่น อ่านหนังสือที่อยากอ่าน กินอาหารที่อยากกิน ต้องบอกตัวเองให้ได้ว่าชีวิต ณ ตอนนี้ กิจกรรมอะไรสร้างความสุขให้เรามากที่สุด แล้วแบ่งเวลาใน 1 วันให้ได้ว่า จะต้องได้ทำกิจกรรมที่ตัวเองมีความสุขนะ จะมากหรือน้อยก็ต้องมอบความสุขให้ตัวเองนะ แล้วค่อยไปนอน”