เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

เมื่อพื้นที่สาธารณะของเมืองช่วยเราเลี้ยงลูกได้

เมื่อพื้นที่สาธารณะของเมืองช่วยเราเลี้ยงลูกได้

181
30 สิงหาคม 2569

coverWeb.jpg

เมื่อพื้นที่สาธารณะของเมืองช่วยเราเลี้ยงลูกได้

          ตอนเป็นนักเรียนก็ลาพักได้ พอทำงานก็หาวันลาพักร้อนอยู่เรื่อย ๆ แต่พอมาเป็นพ่อคนแม่คนปุ๊บ ทำไมดูเหมือนวันลามันไม่ค่อยจะมี ฟูลไทม์จนไม่รู้จะฟูลไทม์ยังไงแล้ว จนบางทีต้องร้องออกมาในใจดังๆ ว่า “อยากลาพักบ้าง”

          ได้ระบายแล้วคิดว่าจะดีขึ้นเหรอ เปล่าเลย กลายเป็นว่าพ่อแม่บางคนกลับต้องมารู้สึกผิด ตะขิดตะขวงกับตัวเอง ว่ามันถูกแล้วมั้ยนะที่เรามีช่วงเวลาที่ขี้เกียจเลี้ยงลูกขึ้นมา ทั้งที่ก็รักลูกมากกว่าสิ่งไหน แล้วทำไมมันช่างย้อนแย้งกับความรู้สึกหมดแรงเช่นนี้ แถมพอมองไปรอบตัว เข้าโซเชียลกี่ที ก็เห็นแต่แฮปปี้แฟมิลี่ ที่ดูจะผ่านมันไปได้สบาย ๆ

          แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งรีบโทษตัวเอง แล้วหาเรื่องไม่สบายใจไปแล้วล่วงหน้า ความเหนื่อยที่ว่ามาทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นแค่เพียงความอ่อนแอส่วนตัว มันมีชื่อเรียก สามารถอธิบายได้จากงานศึกษาวิจัยหลายชิ้น และสำคัญที่สุดก็คือ มันมีทางออก! ซึ่งทางออกที่ว่านั้นอาจอยู่ไม่ไกล และทำได้ง่ายกว่าที่เราคิดซะด้วย 

 web01.jpg

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/displeased-mother-with-a-baby-thinking-of-something-while-experiencing-postnatal-depression-DoK3rSpEG8Q  

ความเหนื่อยที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดแต่กับเรา

          ความอ่อนล้าจากการเลี้ยงลูกมีชื่อเรียกแบบจริงจังในทางวิชาการว่า "ภาวะหมดไฟของพ่อแม่" (Parental Burnout) และมันเป็นเรื่องที่คนทั้งโลกกำลังประสบพบเจอ หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2024 นายแพทย์ วิเวก เมอร์ธี แพทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ออกคำแนะนำเชิงสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ โดยยอมรับตรงๆ ว่าความเครียดของพ่อแม่เป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันดูแล ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งต้องแบกไว้

          ภาวะหมดไฟของพ่อแม่ อาจต่างจากความเครียดและความเศร้าทั่วไป สิ่งที่เกิดขึ้นหลักๆ คือความอ่อนล้าทั้งกายและใจแบบสุดๆ รู้สึกห่างเหินจากลูกโดยเราไม่ได้ตั้งใจ และเริ่มสงสัยในตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ดีพอไหม นักวิจัยประเมินว่า พ่อแม่ราว 2-12 เปอร์เซ็นต์ เข้าข่ายมีภาวะนี้ อาจฟังดูเป็นตัวเลขที่ไม่มากเท่าไร แต่ถ้าลองคิดดูว่านั่นคือผู้คนที่มีอยู่จริงหลายล้านคนทั่วทุกมุมโลก กำลังมีความรู้สึกแบบนี้ และกำลังดูแลเด็กๆ อยู่ ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าให้ความใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง

          ในรายงานของนายแพทย์วิเวก อธิบายเพิ่มเติมว่า ส่วนหนึ่งที่พ่อแม่ยุคนี้เหนื่อยเป็นเพราะ “ความทุ่มเท” ที่เพิ่มขึ้นมาก พ่อแม่ทุกวันนี้ใช้เวลาไปกับการดูแลลูกโดยตรงมากกว่าคนรุ่นก่อน ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่ได้ว่าง เพราะมีภาระงานที่ต้องทำหนักไม่แพ้กันช่วงเวลาหายไปเลยหายไปในอากาศ จึงเป็นเวลาของคู่รัก เวลานอน และเวลาพักผ่อนของตัวเอง เราเหนื่อยเพราะเราอยากทำทุกอย่างที่อยู่ในมือให้ดีที่สุด จนไม่อยากให้มีตรงไหนบกพร่องเลย

          งานวิจัยอีกชิ้นได้ทำการเก็บข้อมูลและศึกษาพ่อแม่กว่า 42 ประเทศทั่วโลก และเจอว่าภาวะหมดไฟนั้นพบได้มากกว่าในสังคมที่เป็น ‘ปัจเจกนิยม’ คือสังคมที่คนต้องดูแลตัวเองแบบตัวใครตัวมัน ฟังแล้วชวนให้รู้สึกหวั่นไหวว่าทำไมมีแต่ข่าวที่ชวนให้ตกใจ แต่จริงๆ มันซ่อนข่าวดีไว้ นั่นคือ หากความโดดเดี่ยวตัวใครตัวมันคือส่วนหนึ่งของปัญหา ถ้าเช่นนั้น การมีคนและมีพื้นที่รองรับรอบตัว ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้เช่นกัน

web02.jpg

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/diverse-babies-with-their-parents-hRWP9rHpvJc

เมื่อคนทั้งหมู่บ้าน มาช่วยกันเลี้ยงเด็ก

          แนวคิดเรื่องการดูแลแม่และเด็กเป็นเรื่องของชุมชนไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง หากเป็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติที่ทำต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานแล้ว บ้านเรามีประเพณี “อยู่ไฟ” ที่ญาติพี่น้องและคนในหมู่บ้านผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยกันดูแลแม่หลังคลอดอย่างใกล้ชิดตลอดหลายวัน, ที่มาเลเซียมีธรรมเนียมคล้ายกันเช่นนี้เรียกว่า Berpantang, ส่วนที่สิงคโปร์ มีงานวิจัยที่ชี้ว่า คุณแม่ในสิงคโปร์ทั้งสามกลุ่มชาติพันธุ์หลัก คือ จีน, มาเลย์ และอินเดีย พบว่ายังคงปฏิบัติตามธรรมเนียมการอยู่ไฟกันอยู่มาก อยู่ที่ราว 85 ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราพอเห็นภาพว่า ในวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ มีความเข้าใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาแต่ไหนแต่ไร

          วิถีเช่นนี้ยิ่งสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่รูปแบบของครอบครัวเปลี่ยนไป จากครอบครัวใหญ่ที่พึ่งพาอาศัยกันแบบชุมชน ค่อยๆ กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีแค่พ่อแม่กับลูก พ่อแม่มือใหม่จำนวนไม่น้อยจึงขาดแรงหนุนต่างจากที่คนรุ่นก่อนเคยมี กลายเป็นความโดดเดี่ยวตั้งแต่ช่วงเวลาแรกของการเปลี่ยนสถานะเป็นแม่ จึงเป็นเหตุผลให้ในหลายประเทศได้พยายามหาวิธี “สร้างความเป็นชุมชนขึ้นมาใหม่” ในรูปแบบของบริการต่าง ๆ

          ญี่ปุ่นได้สร้างโครงการดูแลหลังคลอด (Sango Care) มีให้เลือกทั้งพักค้างระยะสั้น ไปเช้าเย็นกลับ หรือให้ผดุงครรภ์เยี่ยมบ้านได้นานถึง 16 สัปดาห์หลังคลอด ที่น่าชื่นชมคือผดุงครรภ์ได้รับค่าใช้จ่ายสนับสนุนจากรัฐ ครอบครัวจึงไม่ต้องมากังวลเรื่องเงินเพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง แล้วตั้งแต่ปี 2021 เรื่องนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่หน่วยงานท้องถิ่นต้องจัดให้ตามกฎหมาย

          หรือถ้าใครเคยได้ดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง Birthcare Center (2020) ก็เป็นการฉายภาพ Sanhujoriwon ศูนย์ดูแลหลังคลอดของเอกชนภายใต้มาตรฐานที่มีกฎหมายกำกับดูแลเคร่งครัด คุณแม่ส่วนใหญ่จะไปพักฟื้นราวสองสัปดาห์ พร้อมเรียนรู้การเลี้ยงลูกไปในตัว นิยมกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักไปแล้ว ในปี 2021 แม่ที่คลอดบุตรในเกาหลีใต้มากถึง 81 เปอร์เซ็นต์เคยใช้บริการแบบนี้

          ที่เนเธอร์แลนด์มีระบบ Kraamzorg ส่งพยาบาลมาช่วยดูแลและเป็นเพื่อนแม่มือใหม่ที่บ้านในช่วงวันแรกๆ หลังคลอด ส่วนฟินแลนด์ก็มี "กล่องของขวัญเด็กแรกเกิด" ที่มอบของใช้จำเป็นให้ทารกทุกคนอย่างเท่าเทียม และแนวคิดนี้ก็ได้เป็นแรงบันดาลใจให้หลายประเทศทั่วโลกรับไปทำในบริบทของแต่ละที่ อย่างเช่นที่เมืองไทยก็เคยมีการมอบถุงรับขวัญ ให้กับเด็กที่เกิดในปี พ.ศ. 2548-2549

          ตัวอย่างทั้งหมดทำให้เราเห็นว่า โดยแก่นแท้แล้ว มนุษย์ไม่เคยเลี้ยงลูกกันตามลำพัง แต่เราต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่กันอย่างเป็นชุมชนมาโดยตลอด เพียงแต่ยุคสมัยที่ต่างไป ได้เปลี่ยนหน้าตาของชุมชนที่เคยเป็นญาติพี่น้องและป้าข้างบ้าน กลายมาเป็นบริการและพื้นที่สาธารณะที่ออกแบบมาสำหรับทุกคน

web03.jpg

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/a-woman-sitting-on-a-couch-reading-a-book-6LznZ3PheyQ

ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปด้วยพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ

          พื้นที่การเรียนรู้สาธารณะและห้องสมุด คือชุมชนแบบใหม่ที่พ่อแม่เมืองสามารถเข้าถึงได้อย่างใกล้ตัวที่สุด  เอริก ไคลเนนเบิร์ก นักสังคมวิทยาเรียกพื้นที่เช่นนี้ว่า “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” เป็นพื้นที่ที่เอื้อให้คนได้พบปะ และช่วยพื้นความสัมพันธ์ทางสังคมที่เรากำลังค่อยๆ สูญเสียไป สิ่งที่น่าสนใจคือ ตอนทำวิจัยเขาได้คุยกับแม่มือใหม่หลายคนที่ผ่านช่วงความสุขแรกๆ ของการมีลูกไปแล้ว แล้วเริ่มรู้สึกเหงาและอึดอัดเมื่อต้องอยู่กับลูกลำพังในบ้านที่เริ่มรู้สึกคับแคบขึ้นทุกวัน หลายคนบอกว่าห้องสมุดในย่านบ้านตัวเองนี่แหละ ที่กลายมาเป็นที่พึ่งทางใจ

          เสน่ห์ของห้องสมุดอยู่ตรงที่มันเป็นมากกว่าที่ยืมหนังสือ แต่มันคือที่ที่เราเดินเข้าไปนั่งเงียบๆ ได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้ออะไร ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรทั้งนั้น สำหรับพ่อแม่ที่กำลังหมดแรง บางทีเราก็แค่ต้องการอยู่นิ่งๆ โดยมี “พื้นที่หายใจ” แบบที่ยังมีคนอื่นอยู่รอบตัว โดยไม่ต้องรู้จักหรือพูดคุยกันด้วยซ้ำ ความรู้สึกไม่โดดเดี่ยวก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

          อีกทั้งห้องสมุดในยุคใหม่ ยังถูกออกแบบมาให้มีชีวิตชีวาและเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อย่างเช่นที่ อุทยานการเรียนรู้ TK Park มีแนวคิด "ห้องสมุดมีชีวิต" ที่ไม่ได้มีแค่ชั้นหนังสือ แต่มีทั้งพื้นที่ กิจกรรม และบรรยากาศที่ออกแบบมาเพื่อคนทุกวัย รวมถึงพ่อแม่ที่กำลังต้องการตัวช่วย เราสามารถขอเบรคจากการเลี้ยงลูกซักพัก โดยไม่ต้องห่างกันไปไกล ลูกก็อยู่ในพื้นที่ห้องสมุดเด็ก ส่วนเราก็หาหนังสือหรือเรียนรู้ตามความสนใจของเราซักพัก ต่างคนต่างมีพื้นที่ของตัวเอง เป็นการพักที่ไม่ต้องแยกจากลูกเลยซักนิด ไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ

          นอกจากนั้น ที่หลายห้องสมุดยังมีกิจกรรมพิเศษในวันหยุด แบบเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมหมดแล้ว สำหรับพ่อแม่สายกิจกรรม ที่ปกติต้องคอยคิดว่าจะชวนลูกเล่นอะไรดี ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง การได้เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้เข้าร่วมดูบ้าง ภาระที่เคยแบกไว้ก็เบาลงทันที ลูกได้สนุกและได้เรียนรู้ พ่อแม่ก็ได้พักสมองไปพร้อมกันด้วย

          รูปแบบการมีพื้นที่เช่นนี้ จึงช่วยประคับประคองหัวใจพ่อแม่ที่กำลังเหนื่อยล้า การออกจากบ้านมาอยู่ท่ามกลางผู้คนช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว เปลี่ยนการเลี้ยงลูกแบบตัวใครตัวมัน ให้กลับมาเป็นการเลี้ยงลูกท่ามกลางชุมชนอีกครั้ง เป็นพื้นที่และบริการที่เอื้อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเท่าเทียมและทั่วถึง ในขณะเดียวกัน นอกจากแค่ได้พักใจ ตัวเด็กๆ เองก็ได้พบเจอผู้คน ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เปิดโลกการเรียนรู้ของเขาไปด้วย

web04.jpg

ที่มาของภาพ https://unsplash.com/photos/friends-are-drinking-tea-and-talking-together-tga5ZHYTVZY 

ใจดีกับตัวเองกันนะพ่อแม่

          กลับมาที่ความรู้สึกเหนื่อยล้าและอยากพักของพ่อแม่ ความเหนื่อยที่กำลังรู้สึกอยู่นั้น ไม่ได้แปลว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ล้มเหลวหรือยังทำได้ไม่ดีพอ แต่มันแค่กำลังบอกว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่ ในแบบที่มนุษย์ไม่เคยถูกออกแบบมาให้ทำเพียงคนเดียวลำพัง ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เราเลี้ยงลูกไปด้วยกันแบบเป็นชุมชนมาโดยตลอด และสิ่งที่เป็นความหวังพอจะฮีลใจเราได้ก็คือ ขอให้มั่นใจว่า ชุมชนแบบนั้นยังอยู่รอบตัวเราเสมอ

          อนุญาตให้ตัวเองได้พักบ้าง ขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัว ฝากลูกไว้กับคนในครอบครัวแล้วออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ กลับไปเป็นตัวเองคนเดิมดูบ้างเพื่อเติมพลังใจเอาไว้กลับมาเลี้ยงลูกต่อ หรือจะพาทั้งตัวเองและลูกออกไปเปลี่ยนบรรยากาศในที่ใหม่ๆ ให้โลกเลี้ยงลูกดูบ้าง หาพื้นที่เล็กๆ ให้เราได้นั่งพัก อยู่นิ่งๆ หาหนังสือเล่มที่สนใจ ไปลงเวิร์กชอปที่ชอบ โดยที่ลูกก็ยังอยู่ด้วยไม่ไกลไม่ใกล้ อาจเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่เชื่อเหลือเกินว่า มันจะมีคุณค่ากับใจ ชาร์จพลังให้เต็มที่ และขอให้รู้ไว้เสมอว่า คุณไม่ได้เลี้ยงลูกอยู่เพียงลำพัง 

 

 

ผู้เขียน  พนิตชนก ดำเนินธรรม คุณแม่นักเขียน ผู้สนใจการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก

 

 รายการอ้างอิง   

●        Office of the Surgeon General (2024). Parents Under Pressure. hhs.gov

●        Parental stress is a significant public health issue. cnn.com

●        Parental Burnout Around the Globe: A 42-Country Study. pmc.ncbi.nlm.nih.gov

●        Confinement Practices among Chinese, Malay, and Indian Mothers in Singapore. Birth, 43(3). wiley.com

●        Postpartum Care Program in Japan. Frontiers in Global Women's Health. frontiersin.org

●        Expansion of the role of midwives in Japan (2022). pmc.ncbi.nlm.nih.gov

●        Korea JoongAng Daily (2024). Postpartum care at Korea's sanhujoriwon. koreajoongangdaily.com

●        Postnatal care in the Netherlands (kraamzorg). iamexpat.nl

●        Finnish baby box spreads to 60 countries. tuni.fi

●        'กล่องแรกเกิด' ความเท่าเทียมก้าวแรกของชีวิต. 101pub.org

●        Palaces for the People. Crown. ericklinenberg.com

●        TK Park พื้นที่ลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้. thepotential.org

บทความแนะนำ

จากร้านหนังสือสู่คอมมูนิตี้นักอ่าน เมื่อโลกออนไลน์พาเราออกมาเจอกันในพื้นที่จริง
บล็อก

จากร้านหนังสือสู่คอมมูนิตี้นักอ่าน เมื่อโลกออนไลน์พาเราออกมาเจอกันในพื้นที่จริง

สำรวจมุมมองจากคนทำหนังสือและร้านหนังสืออิสระ เมื่อการอ่านไม่ได้จบลงที่หน้าสุดท้าย แต่ต่อยอดเป็นบทสนทนา กิจกรรม และความสัมพันธ์ที่เชื่อมผู้คนเข้ากับร้านและย่าน

199
ถอดรหัส “บุ๊กคลับ” ฉบับสำหรับเด็ก
บล็อก

ถอดรหัส “บุ๊กคลับ” ฉบับสำหรับเด็ก

พื้นที่สบายใจให้ได้คิด ถกเถียง และเข้าใจกันและกัน

116
คุณให้ AI ตัดสินใจแทนกี่ครั้งต่อวัน โดยไม่รู้ตัว? 10 สถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่ AI แอบทำงานอยู่เงียบ ๆ
บล็อก

คุณให้ AI ตัดสินใจแทนกี่ครั้งต่อวัน โดยไม่รู้ตัว? 10 สถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่ AI แอบทำงานอยู่เงียบ ๆ

ในทุกๆ วันเราไม่ได้แค่ "ใช้" AI แต่เรากำลังแลกข้อมูลส่วนตัวและอำนาจการตัดสินใจให้มันไปแบบเนียนๆ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน คำถามคือ คุณรู้ตัวหรือเปล่า?

125
K-Pop Invasion เมื่อดนตรี K-pop รุกคืบสู่ตลาดโลก
บล็อก

K-Pop Invasion เมื่อดนตรี K-pop รุกคืบสู่ตลาดโลก

TK Park ชวนมองวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมเพลงป็อปจากแดนกิมจิ รากฐานวัฒนธรรมแข็งแรงที่ไม่ได้เกิดในชั่วข้ามคืน

978|อ่าน : 10 นาที
ลองเบื่อบ้าง ลองว่างดู ลดตารางกิจกรรมที่แน่นเอี้ยด แล้วลองปล่อยให้เด็กได้อยู่กับความเบื่อดูบ้าง
บล็อก

ลองเบื่อบ้าง ลองว่างดู ลดตารางกิจกรรมที่แน่นเอี้ยด แล้วลองปล่อยให้เด็กได้อยู่กับความเบื่อดูบ้าง

เมื่อความเบื่อไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่เป็นพื้นที่ให้เด็กได้คิด เล่น และค้นพบตัวเอง ชวนสำรวจว่าทำไม "เวลาว่าง" จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้และการเติบโต

241
ไม่อ่านหนังสือ คือไม่ชอบเรียนรู้ จริงหรือเปล่า?
บล็อก

ไม่อ่านหนังสือ คือไม่ชอบเรียนรู้ จริงหรือเปล่า?

ขยายพรมแดนนิยามคำว่าการอ่าน เข้าใจหลายหนทางการเรียนรู้ของเด็ก ที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในเล่มหนังสือเท่านั้น

138
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี สตรีสมัยใหม่ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
บล็อก

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี สตรีสมัยใหม่ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

จากวังสวนบ้านแก้วสู่พื้นที่การศึกษา ชวนย้อนรอยพระราชกรณียกิจที่สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ผู้คน

119
พื้นที่เรียนรู้ ประตูถัดไป : เที่ยวแบบ Chat Walk ลัดเลาะเรียนรู้จากตรอกซอกซอย ชุมชน และผู้คน
บล็อก

พื้นที่เรียนรู้ ประตูถัดไป : เที่ยวแบบ Chat Walk ลัดเลาะเรียนรู้จากตรอกซอกซอย ชุมชน และผู้คน

ชวนออกเดินสำรวจบางลำพูผ่านเรื่องเล่าจากผู้คนและพื้นที่จริง ก่อนชวนมองใหม่ว่าแหล่งเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์ แต่ซ่อนอยู่ในตรอก ซอย ถนน และชุมชนรอบตัวเรา

229
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.