เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

มากกว่าถนน คือ หน้าประวัติศาสตร์

มากกว่าถนน คือ หน้าประวัติศาสตร์

298
6 พฤษภาคม 2569

S__106668083.jpgมากกว่าถนน คือ หน้าประวัติศาสตร์   

          ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเดินบนถนนที่รู้จักมาตลอดชีวิต แต่ครั้งนี้มีคนเคาะผนังอาคารข้างทางแล้วบอกว่า "ตรงนี้มีเรื่องซ่อนอยู่" นั่นคือสิ่งที่ ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำในกิจกรรม TK Chat Walk: เดินราชดำเนิน ที่จัดโดย อุทยานการเรียนรู้ TK Park  สถาปัตยกรรมทุกชิ้นบนถนนสายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อตอบสนองการใช้งาน แต่ยังเป็นการแสดงออกทางความคิดของรัฐในแต่ละยุคสมัย มาเปิดเลเยอร์ประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้เงาตึกแถวแต่ละหลังบนถนนสายนี้ไปด้วยกัน 

จาก-สี่แยกสายน้ำสู่บูเลอวาร์ดและประตูเมืองบานใหม่.jpg

จาก "สี่แยกสายน้ำ" สู่ "บูเลอวาร์ด" และประตูเมืองบานใหม่ 

          ก่อนที่ความเจริญของเมืองจะถูกวัดด้วยความกว้างของท้องถนน พื้นที่บริเวณนี้เคยถูกหล่อเลี้ยงและเชื่อมโยงด้วยสายน้ำ เพราะในอดีตการสัญจรหลักของชาวบางกอกคือการพายเรือล่องไปตามลำคลองรอบกรุง คลองมหานาค และคลองหลอด บริเวณด้านหลังป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นป้อมปราการเก่าแก่เพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยชานกำแพงพระนครไว้อย่างสมบูรณ์ บริเวณนี้จึงเป็นเสมือนสามแยกทางน้ำที่คึกคักที่สุดในพระนคร  

          กระทั่งสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้พัดพามาถึงในปี พ.ศ. 2442 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยพระราชประสงค์ที่จะสร้างเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินเพื่อเชื่อมต่อระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิตที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ โดยทรงได้รับแรงบันดาลใจจากถนนช็องเซลีเซ (Champs-Élysées) อันลือชื่อแห่งกรุงปารีส พระองค์มีพระราชประสงค์ให้สองฝั่งถนนเป็นที่ตั้งของวังและสถานที่ราชการ เพื่อเป็นศรีสง่าของเมืองหลวงและแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของสยามในสายตานานาชาติ 

          เมื่อบูเลอวาร์ด (Boulevard) หรือถนนสายหลักที่กว้างใหญ่ตามแบบตะวันตกถูกตัดผ่าน จุดเริ่มต้นของถนนราชดำเนินกลางตรงบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ จึงกลายเป็นเสมือน "ประตูเมือง" บานใหม่ที่คอยต้อนรับผู้มาเยือนจากต่างถิ่น ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของ "ศาลาเฉลิมไทย" โรงมหรสพอันโอ่อ่าที่เคยมอบความบันเทิงให้ชาวพระนคร ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะได้รับการรื้อถอนและปรับภูมิทัศน์เป็น "ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์" ลานกว้างที่เปิดมุมมองให้เห็น "โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร" ซึ่งปัจจุบันลานกว้างหน้าโลหะปราสาทยังคงทำหน้าที่ในธรรมเนียมสากลอย่างการ "มอบกุญแจเมือง" โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะนำกุญแจเมืองมามอบให้แก่ประมุขแห่งรัฐ หรือพระราชอาคันตุกะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับเข้าสู่เกาะรัตนโกสินทร์อย่างเป็นทางการ 

สถาปัตยกรรมทรงตัด-และเวทีจัดแสดงความศิวิไลซ์.jpg

สถาปัตยกรรมทรงตัด และเวทีจัดแสดงความศิวิไลซ์ 

          เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถนนราชดำเนินกลางได้รับการพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่อีกระลอก โครงการก่อสร้างอาคารสองฝั่งถนนเริ่มขึ้นราวปี พ.ศ. 2481 ด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาลในขณะนั้นที่จะสร้าง "ภาพลักษณ์ใหม่" ให้กับบ้านเมือง อาคารสองฝั่งถนนถูกออกแบบด้วยสไตล์สถาปัตยกรรมที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงในโลกตะวันตกยุคนั้น เป็นรูปแบบศิลปะที่ประกาศจุดยืนปฏิเสธความอ่อนช้อย ลวดลายประดับประดาดอกไม้ เถาวัลย์ หรือลวดลายหัวเสาแบบกรีก-โรมันที่เคยนิยมในยุคก่อนหน้า แต่หันมาเชิดชูความงามของเส้นสายทางเรขาคณิตที่เรียบง่าย ดูแข็งแรง ทว่าล้ำสมัยและพุ่งทะยานสู่อนาคต 

          เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของกลุ่มอาคารเหล่านี้คือการเป็นตึกแถว "ทรงตัด" ที่เมื่อมองจากระดับสายตาบนทางเท้า จะไม่เห็นกระเบื้องหลังคาลาดเอียงแบบเดิม ๆ ตามที่อาจารย์ชาตรีจึงชี้ชวนให้เห็นว่า “ตึกทรงตัดเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่อาคารพาณิชย์หรือสถานที่ราชการ แต่พวกมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือน "เวทีขนาดใหญ่" ที่รัฐใช้จัดแสดงวิถีชีวิตสมัยใหม่ (Modern Lifestyle) ของคนไทยในยุคนั้น”  

          ในยุคสมัยแห่งการสร้างชาติที่มีการรณรงค์ผ่านนโยบายรัฐนิยม ให้ประชาชนหันมาสวมหมวก ใส่รองเท้า แต่งกายแบบตะวันตก และเลิกพฤติกรรมการกินหมาก ราชดำเนินกลางจึงกลายเป็นเสมือนศูนย์รวมความศิวิไลซ์และไลฟ์สไตล์ที่โก้เก๋ที่สุดของประเทศ เป็นที่ตั้งของ "ห้างไทยนิยม" ห้างสรรพสินค้าที่ก้าวหน้าที่สุด มีโรงแรมหรูระดับสามดาวอย่าง "โรงแรมสุริยานนท์" (หรือที่คนยุคหลังคุ้นเคยในชื่อโรงแรมมาเจสติก) คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง 

          พื้นที่แห่งนี้ยังสะท้อนความทันสมัยผ่านกิจการร้านค้ารายย่อยที่เรียงรายอยู่ตามชั้นล่างของอาคาร เช่น ร้านตัดผมที่นำเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศเข้ามาใช้เป็นแห่งแรก ๆ ของกรุงเทพฯ โดยตั้งชื่ออย่างน่ารักและสื่อความหมายตรงตัวว่า "ห้องอากาศเย็น" ซึ่งถือเป็นความหรูหราและแปลกใหม่สูงสุดในยุคนั้น รวมถึงการปรากฏตัวของแบรนด์เครื่องสำอางไทยยุคบุกเบิกอย่าง "แป้ง 1.77" ของคุณประชิด ผู้ชนะเลิศนางสาวธนบุรีคนแรกในปี พ.ศ. 2477 ที่เลือกเปิดกิจการบนถนนสายนี้ อันเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่มีความมั่นใจ กล้าหาญ และก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจได้อย่างภาคภูมิ 

S__106668086.jpg

รหัสลับแห่งสถาปัตยกรรม และกิโลเมตรที่ศูนย์ 

          หากเดินลัดเลาะมาจนถึงกึ่งกลางของถนน เราจะพบกับหัวใจและแลนด์มาร์กสำคัญของการออกแบบเมืองยุคใหม่ นั่นคือ "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" สถาปัตยกรรมชิ้นเอกนี้มิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเพียงวงเวียนตกแต่งเมืองเพื่อความสวยงามเพียงผิวเผิน แต่ถูกคำนวณและแฝงรหัสทางประวัติศาสตร์ไว้ในทุกตารางนิ้ว อาจารย์ชาตรีได้ถอดรหัสภาษาลับแห่งสถาปัตยกรรมเหล่านี้ให้ผู้ร่วมเดินได้เห็นว่า 

          “ขนาดและสัดส่วนทุกอย่างมีความหมาย รัศมีของฐานและความสูงของปีกทั้งสี่ทิศที่กำหนดไว้ 24 เมตรนั้น สื่อถึงวันที่ 24 อันเป็นวันสำคัญ ปืนใหญ่ที่ถูกนำมาฝังคว่ำหน้าลงโดยรอบมีจำนวน 75 กระบอก สื่อถึงปี พ.ศ. 2475 พานรัฐธรรมนูญด้านบนสุดที่สูง 3 เมตร สื่อถึงเดือนที่ 3 ตามปฏิทินแบบเก่า (เดือนมิถุนายน ซึ่งเดิมไทยนับเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปี) ส่วนป้อมตรงกลางที่ทำหน้าที่รองรับพานนั้น ถูกออกแบบเป็นรูปทรง 6 เหลี่ยม มีประตู 6 บาน และมีประติมากรรมพระขรรค์ 6 เล่ม สื่อถึง "หลัก 6 ประการ" ของคณะราษฎร” 

          นอกจากนี้ เหนือพระขรรค์ขึ้นไปยังประดับด้วยลวดลายประติมากรรม "อรุณเทพบุตร" หรือพระอาทิตย์ชักรถ ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ศิลปะมีความหมายถึง "แสงสว่างเมื่อแรกขึ้น" เปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งยุคสมัยใหม่ที่กำลังสาดส่องลงมายังบ้านเมือง ประติมากรรมอันวิจิตรทั้งหมดนี้เป็นผลงานการปั้นของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี และออกแบบโครงสร้างโดย หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล 

          มากไปกว่าความเป็นอนุสรณ์สถาน พื้นที่บริเวณฐานอนุสาวรีย์แห่งนี้ยังถูกกำหนดให้เป็น "หลักกิโลเมตรที่ 0" ของประเทศไทยอีกด้วย ในวันเปิดอนุสาวรีย์อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2483 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้จุดนี้เป็นจุดสตาร์ทในการเดินทางไปเปิดเมืองใหม่ที่จังหวัดลพบุรี โดยรถยนต์เคลื่อนตัววิ่งผ่านถนนพหลโยธิน ซึ่งในขณะนั้นถูกเรียกว่า "ถนนประชาธิปัตย์" (Democracy Road) ด้วยความตั้งใจเชิงสัญลักษณ์ที่จะให้ราชดำเนินเป็นจุดเริ่มต้นของถนนทุกสาย ที่จะนำพาความเจริญก้าวหน้ากระจายออกไปสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งหากสังเกตให้ดี บริเวณใกล้เคียงอนุสาวรีย์ในปัจจุบัน ยังมีแผ่นคอนกรีตรูปแผนที่ประเทศไทย แสดงเส้นทางหลวงสำคัญในอดีตซ่อนตัวอยู่แนบเนียนกับพื้นทางเท้า รอคอยให้ผู้คนไปเข้าไปศึกษาเรียนรู้ 

รอยอดีตตึกดินและประวัติศาสตร์สามัญชนที่ถูกลืม.jpg

รอยอดีต "ตึกดิน" และประวัติศาสตร์สามัญชนที่ถูกลืม 

          หากลองเดินเบี่ยงเข้าไปในตรอกซอกซอยด้านหลังของตึกทรงตัด จะพบกับอาณาเขตของประวัติศาสตร์อีกชั้นหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ นั่นคือย่านที่ผู้คนเก่าแก่เรียกขานกันติดปากว่า "ตึกดิน" 

          ย้อนไปถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณตั้งแต่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ทอดแนวยาวไปตามถนนดินสอ จนถึงวัดบวรนิเวศวิหารและถนนตะนาว เคยเป็นที่ตั้งของคลังเก็บดินปืนขนาดใหญ่ของพระนคร เนื่องจากการเก็บคลังอาวุธและดินปืนไว้ในเขตพระบรมมหาราชวังเคยเกิดอุบัติเหตุระเบิด คลังแสงจึงถูกย้ายออกมาตั้งโดดเดี่ยวในบริเวณนี้ ตามหลักการความปลอดภัยสมัยโบราณ พื้นที่แห่งนี้ต้องมีพื้นที่กันชน (Buffer Zone) เป็นร่องสวนผลไม้ขนาดใหญ่ล้อมรอบ เพื่อป้องกันความเสียหายลุกลามหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน 

          เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีอาวุธพัฒนาขึ้น ตึกดินจึงหมดความจำเป็นลง พื้นที่ร่องสวนบริเวณขอบตึกดินทางทิศเหนือ จึงถูกแปรสภาพและใช้เป็นที่ตั้งของ "โรงเรียนสตรีวิทยา"  

          อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่แสดงร่องรอยของคลังดินปืนโบราณที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ ชื่อเรียกขาน ดังเช่น ตรอกตึกดิน สะพานตึกดิน มัสยิดบ้านตึกดิน (ดาริสซุนนะห์) และศาลเจ้าพ่อตึกดิน สถานที่เหล่านี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญและหน้าต่างสู่อดีตที่แจ่มชัด  

          อีกหนึ่งความทรงจำที่มีชีวิตชีวา คือเรื่องราวของ "ชุมชนป้อมมหากาฬ" ชุมชนชานกำแพงพระนครที่เคยเป็นบ้านพักของข้าราชบริพารตั้งแต่ต้นกรุง พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมความบันเทิงแบบชาวบ้านที่เรียกว่า "ลิเก" โดยมีวิกลิเกของ "พระยาเพชรปาณี" ที่สะท้อนชีวิตและอารมณ์ขันของคนกรุงเทพฯ โด่งดังอย่างมากในยุครัชกาลที่ 5 จนแม้แต่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ยังต้องเสด็จมาทอดพระเนตร 

          ลึกเข้าไปในชุมชนแถบนี้ยังเคยเต็มไปด้วยวิถีชีวิตที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญาและหาดูได้ยากในปัจจุบัน ทั้งการทำอาชีพ "หลอมทอง" ที่ชาวบ้านจะตระเวนไปตามร้านทองย่านเยาวราช เพื่อรับซื้อผ้าสักหลาดที่ช่างทองใช้ปูรองขณะทำงาน นำมาเผาไฟเพื่อสกัดเอาเศษฝุ่นทองคำขนาดเล็กที่ร่วงหล่น นำมาหลอมรวมกันเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของภูมิปัญญาชาวบ้านใช้ดำรงชีพมาแต่โบราณ ไปจนถึงการรวมกลุ่มของชาวใต้ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมืองกรุง มารับจ้างทำ "กรงนกเขา" ขาย จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการรวมกลุ่มและประเพณีการประกวดนกเขาสุดคึกคักในชุมชน 

          ถนนราชดำเนินกลาง ท่ามกลางโครงการพัฒนาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่กำลังเบ่งบาน จึงเป็นมากกว่าแค่ถนนสายประวัติศาสตร์ที่สวยงามของรัฐ แต่เป็นพื้นที่ทางสังคมที่ถูกซ้อนทับด้วยของความทรงจำอันหลากหลายและซับซ้อน เป็นศูนย์รวมของทั้งศิลปะ สถาปัตยกรรม ความฝัน นวัตกรรม และหยาดเหงื่อวิถีชีวิตของสามัญชน และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถนนสายนี้จะยิ่งมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เมื่อศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ National Knowledge Center (NKC) จะเปิดตัวขึ้นบนพื้นที่ย่านราชดำเนิน เป็นสัญญาณว่าถนนสายนี้ยังคงเป็นพื้นที่ที่สังคมไทยเลือกจะฝากความหวังและจินตนาการแห่งอนาคตไว้เสมอมา 

          เพื่อกะเทาะเปลือกแห่งกาลเวลาและทำความเข้าใจเมืองหลวงของเราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กิจกรรม TK Chat Walk: เดินราชดำเนิน จัดโดย TK Park จึงเป็นมากกว่าแค่การทัวร์ประวัติศาสตร์ แต่คือการเชิญชวนให้ทุกคนได้ลงพื้นที่จริง สัมผัสประสบการณ์ตรง และร่วมกันอ่านเมืองด้วยมิติที่ลึกขึ้นไปพร้อมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ เพราะเมื่อเราอ่านสถาปัตยกรรมออก เราก็จะสามารถอ่านและเข้าใจสังคมที่รายล้อมตัวเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

บทความแนะนำ

How to เลี้ยงลูกตามเทรนด์ Lighthouse Parenting ประภาคารแห่งความเข้าใจ
บล็อก

How to เลี้ยงลูกตามเทรนด์ Lighthouse Parenting ประภาคารแห่งความเข้าใจ

พ่อแม่ยุคใหม่ อยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ แต่ก็พร้อมเข้าชาร์จ

229|อ่าน : 12 นาที
Day Theming ช่วยจัดเวลา โฟกัสเรื่องงาน ลดความเครียด
บล็อก

Day Theming ช่วยจัดเวลา โฟกัสเรื่องงาน ลดความเครียด

เหตุผล 3 ข้อที่ควรวางธีมประจำวัน

269
The Importance of Being Little ขอพื้นที่เล็กๆ ให้เด็กๆ ค่อยเติบโต
บล็อก

The Importance of Being Little ขอพื้นที่เล็กๆ ให้เด็กๆ ค่อยเติบโต

วัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่กำลัง ‘เรียนรู้’ และ ‘พัฒนา’ เพื่อที่จะค้นหาวิถีทางการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

254
คุณให้ AI ตัดสินใจแทนกี่ครั้งต่อวัน โดยไม่รู้ตัว? 10 สถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่ AI แอบทำงานอยู่เงียบ ๆ
บล็อก

คุณให้ AI ตัดสินใจแทนกี่ครั้งต่อวัน โดยไม่รู้ตัว? 10 สถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่ AI แอบทำงานอยู่เงียบ ๆ

ในทุกๆ วันเราไม่ได้แค่ "ใช้" AI แต่เรากำลังแลกข้อมูลส่วนตัวและอำนาจการตัดสินใจให้มันไปแบบเนียนๆ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน คำถามคือ คุณรู้ตัวหรือเปล่า?

228
วาดสีสันให้หอมอบอวล กับ มีมี่ – สรรประภา วุฒิวร
บล็อก

วาดสีสันให้หอมอบอวล กับ มีมี่ – สรรประภา วุฒิวร

เปิดเบื้องหลังกระบวนการทำเรื่องใกล้ใจให้กลายเป็นภาพ โดยคุณสรรประภา วุฒิวร

432|อ่าน : 10 นาที
โลก Ghibli ที่มีอยู่จริง
บล็อก

โลก Ghibli ที่มีอยู่จริง

TK Park ชวนเที่ยว 5 สถานที่ต้นฉบับของผลงาน Studio Ghibli

222|อ่าน : 12 นาที
เส้นทางการค้นหาตัวเอง ในแบบของหนังสือ, การ์ตูน และภาพยนตร์
บล็อก

เส้นทางการค้นหาตัวเอง ในแบบของหนังสือ, การ์ตูน และภาพยนตร์

ความสำเร็จของชีวิตควรเป็นสิ่งที่เรานิยามได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่มาจากสิ่งที่คนอื่นบอกให้เราเป็น

427
AI = ก้าวใหม่ของการศึกษา?
บล็อก

AI = ก้าวใหม่ของการศึกษา?

วิเคราะห์บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในการเสริมสร้างปัญญาอนาคตของมนุษย์

405|อ่าน : 10 นาที
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์