เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

TK Park พาเปิดบทเรียนอันทรงคุณค่า จาก “คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ”

TK Park พาเปิดบทเรียนอันทรงคุณค่า จาก “คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ”

267 | อ่าน : 15 นาที
15 มิถุนายน 2568

S__4546668_0.jpg

 

          กว่า 50 ปี บนเส้นทางการศึกษา กับบทบาทผู้ต่อจิ๊กซอว์ “การเรียนรู้” ให้สังคมไทยพร้อมเจาะ “7 บทเรียนที่ต้องเรียนรู้” พาไทยสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้แบบไม่รู้จบ 

          หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ภาพจำของห้องสมุดในสายตาคนไทยมักเป็นพื้นที่เคร่งขรึม คร่ำเคร่ง และเป็นทางการ กระทั่งในปี 2548 การก่อตั้งสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ด้วยแนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต” ที่เปลี่ยนห้องสมุดให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สนุก สร้างสรรค์ และมีชีวิตชีวา ทั้งยังจุดประกายให้สังคมไทยเริ่มมองการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างจริงจัง เพราะการเรียนรู้ ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในตำรา แต่ควรเป็นวัฒนธรรมของสังคม 

          และในภารกิจขยายภาพการเรียนรู้ให้ลึกและกว้างกว่าห้องเรียน หนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อเนื่องในการวางรากฐานทางความคิด คือ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ผลักดันนโยบายด้านการอ่านและการเรียนรู้ในระดับชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนให้แนวคิดเรื่อง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม และประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม 

          ในวาระครบรอบ 20 ปีของ “อุทยานการเรียนรู้ TK Park” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการห้องสมุดไทย TK Park จัดตั้งรางวัล TK Park Awards เพื่อยกย่องบุคคล องค์กร และหน่วยงาน ที่มีบทบาทโดดเด่นในการสร้างวัฒนธรรมการอ่านและขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้

          หนึ่งในรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดคือ Lifetime Achievement Award ที่มอบให้แก่ผู้ซึ่งอุทิศตนเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และในปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลในสาขานี้จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต, ดร.พารณ อิสระเสนา ณ อยุธยา, ดร.สิริกร มณีรินทร์, ดร.ถนอมวงศ์ สุกโชติรัตน์ ล้ำยอดมรรคผล และ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา โดยแต่ละท่าน ล้วนมีบทบาทสำคัญในระดับชาติ ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ให้เป็นรากฐานของสังคมไทย 

          TK Park จึงขอพาทุกท่านย้อนรอยเส้นทางความคิด ความเชื่อ และบทเรียนจากชีวิตของคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ผ่าน “7 บทเรียนที่ต้องเรียนรู้” ซึ่งอาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน 

          จาก “ระบบราชการ” สู่ “ระบบความหวัง” – บทสนทนานี้ไม่เพียงเป็นการถอดประสบการณ์ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่เชื่อในพลังของการเรียนรู้ได้ลุกขึ้นมาสานต่อภารกิจ เพื่ออนาคตของสังคมไทย 

 

S__4112584_0_0.jpg

 

          เพราะเติบโตมากับการอ่าน จึงเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ 

          คุณหญิงกษมาเติบโตในครอบครัวที่รักการอ่าน โดยมีคุณแม่อ่านหนังสือให้ฟังทุกคืนตั้งแต่วัยเด็ก สิ่งนี้ได้หล่อหลอมให้มีนิสัยรักการอ่าน และกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เข้าใจถึงคุณค่าของการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เมื่อเข้าสู่การทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ จึงเลือกทุ่มเทให้กับการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ ทั้งในเชิงนโยบาย การจัดโครงสร้าง และการลงมือผลักดันโครงการระดับชาติที่จับต้องได้ 

          จากการได้ทำงานในโครงการแก้ไขการไม่รู้หนังสือแบบเบ็ดเสร็จ โครงการที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน การจัดตั้งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนในภูมิภาค ไปจนถึงโครงการพัฒนาห้องสมุดประจำอำเภอล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลักดันให้เกิด “ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี” ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ของชุมชนที่มีบทบาทสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน 

          “ในสมัยนั้น การสร้างห้องสมุดประจำอำเภอต้องใช้งบสมทบจากท้องถิ่น ทำให้พื้นที่ห่างไกลซึ่งควรได้รับการพัฒนากลับไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ” 

          คุณหญิงเล่าย้อนถึงจุดตั้งต้นของแนวคิดที่เกิดขึ้นตรงกับวาระที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจริญพระชนมายุ 36 พรรษา ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขอพระราชานุญาตดำเนินโครงการห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำเนินการและเสด็จฯ ไปทรงเปิดห้องสมุดด้วยพระองค์เอง ทำให้โครงการได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนและสามารถขยายจากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 38 แห่ง สู่ 108 แห่งในปัจจุบัน 

          แม้เมื่อเกษียณอายุราชการ ภารกิจด้านการเรียนรู้ยังไม่จบลง คุณหญิงกษมายังคงขับเคลื่อนงานด้านการอ่านผ่านบทบาทประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กในระยะเวลาหนึ่ง และการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนในประเด็นการศึกษา ซึ่งล้วนสะท้อนเจตจำนงอย่างต่อเนื่องที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประชาชน

 

S__4112580_0_0.jpg

 

          7 บทเรียนเพื่อขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ 

          จากประสบการณ์กว่า 50 ปีในแวดวงการศึกษา ทำให้คุณหญิงมองเห็นทั้งอุปสรรค โอกาส และช่องว่างที่ยังต้องได้รับการเติมเต็ม ในโอกาสพิเศษนี้ จึงได้ถ่ายทอด 7 แนวทางสำคัญ ที่จะช่วยปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง และผลักดันประเทศไทยไปสู่ “สังคมแห่งการเรียนรู้” อย่างแท้จริง 

 

          นโยบายต้องต่อเนื่อง – ไม่ขาดตอน 

          “นโยบายการเรียนรู้ต้องต่อเนื่องและนานพอที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม” 

          หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือการเปลี่ยนผ่านของผู้บริหารนโยบาย ซึ่งมักส่งผลให้โครงการดี ๆ ถูกยกเลิกหรือหยุดชะงัก เช่น โครงการ “วางทุกงาน อ่านทุกคน” ที่เคยสร้างแรงกระเพื่อมในโรงเรียนแต่ระยะหลังแผ่วลง เพราะขาดการกระตุ้นเชิงนโยบาย ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องวางระบบเพื่อให้การขับเคลื่อนการเรียนรู้มีความต่อเนื่องในระยะยาว 

 

          บรรณารักษ์ยังสำคัญ – ต้องเพียงพอและทันยุค 

          “บรรณารักษ์ต้องเพียงพอ พร้อมปรับบทบาทให้ทันยุคสมัย” 

          ห้องสมุดหลายแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ยังขาดแคลนบรรณารักษ์ หรือต้องพึ่งพาอาสาสมัครที่ขาดทักษะเฉพาะทาง จึงจำเป็นต้องผลักดันให้บรรณารักษ์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ และพร้อมกันนั้น บรรณารักษ์เองก็ต้องปรับบทบาทสู่การเป็น “ครูการเรียนรู้” ที่สามารถออกแบบกิจกรรมได้อย่างสร้างสรรค์และเชื่อมโยงกับบริบทของชุมชน

 

          ใช้เทคโนโลยี – เพิ่มโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ 

          “ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม” 

          เทคโนโลยีไม่ควรถูกมองว่าเป็นทางเลือก แต่ต้องเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้สะดวกขึ้น เช่น แอปพลิเคชันการเรียนรู้สำหรับเด็ก หนังสือดิจิทัลสำหรับผู้สูงวัย หรือช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงได้ในพื้นที่ห่างไกล แม้แต่แพลตฟอร์มอย่าง Netflix หากใช้ให้ถูกวิธีก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจทางการศึกษาได้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจะมีคุณค่าเมื่อใช้อย่างรู้เท่าทัน ครูจึงต้องมีบทบาทในการชี้แนะการใช้อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และนำไปสู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืน

 

          ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 

          “หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ ต้องเริ่มจากความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ” 

          การส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ต้องเริ่มจากการเข้าใจแรงจูงใจของผู้เรียน และเชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ความใฝ่รู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้เรียนรู้สึกว่า “สิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับเขา” ไม่ใช่เพราะต้องเรียน ตัวอย่างเช่น กลุ่มแม่บ้านที่ไม่อ่านหนังสือทั่วไป แต่สนใจตำราทำอาหาร หรือเด็กที่อาจไม่ชอบหนังสือวิชาการ แต่สนุกกับการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีผ่านสื่อภาพและวิดีโอ แม้แต่การเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่าเรื่องของชุมชนตัวเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยปลูกฝังทักษะการอ่านและเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ และยังส่งเสริมให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ได้เรียนรู้และถ่ายทอด 

 

          ห้องสมุดต้องตอบสนองความต้องการของชุมชน 

          “การพัฒนาห้องสมุดในท้องถิ่น ต้องเริ่มจากเข้าใจความต้องการของชุมชน” 

          บริบทของห้องสมุดแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ความต้องการและศักยภาพของชุมชนในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันเช่นกัน บางแห่งมีทรัพยากรพร้อมแต่ขาดการสนับสนุน บางแห่งมีความตั้งใจแต่ไม่มีงบประมาณ หรือบางพื้นที่มีความต้องการใช้งานห้องสมุด แต่ยังไม่มีพื้นที่หรือกิจกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ 

          สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ใช่ “คนไม่อ่านหนังสือ” แต่เป็นเพราะ “ห้องสมุดยังไม่ตอบโจทย์” การพัฒนาห้องสมุดจึงต้องเริ่มจากการฟังและเข้าใจว่า ชุมชนต้องการอะไร ยังขาดอะไร และจะสามารถสนับสนุนเขาอย่างเหมาะสมได้อย่างไร 

 

          เปลี่ยนแนวคิด ห้องสมุด ≠ ที่เก็บหนังสือ 

          “ห้องสมุดยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่ที่เก็บหนังสือ แต่ต้องเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีชีวิต” 

          บทบาทของห้องสมุดในศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ต้องเปิดกว้าง รองรับความต้องการของผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม และเป็นพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วม เช่น ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยศิลปากรที่จัดพื้นที่สำหรับบอร์ดเกม ซึ่งกลายเป็นพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยต่างภูมิหลัง 

          แนวคิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าห้องสมุดสามารถเป็น “จุดเริ่มต้นของบทสนทนาและความรู้” ไม่ใช่เพียงสถานที่เก็บหนังสือ แต่เป็นศูนย์กลางของผู้คน ความคิด และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

          การปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่าน ควรเริ่มตั้งแต่เด็ก 

          “การปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านควรเริ่มต้นในครอบครัว” 

          โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัย ก่อนเด็กจะเริ่มพูด การมีหนังสือเล่มแรกที่พ่อแม่อ่านให้ฟัง จะช่วยสร้างคลังคำในสมอง เสริมจินตนาการ และวางรากฐานนิสัยรักการเรียนรู้ในระยะยาว เมื่อเด็กโตขึ้น พ่อแม่ควรชี้แนะแนวทางในการเลือกหนังสือ โดยไม่ห้ามการอ่านเพื่อความบันเทิงแต่เสริมด้วยหนังสือที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและเหมาะสมกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้การอ่านกลายเป็นทักษะติดตัวที่เติบโตไปพร้อมกับตัวเด็ก 

 

          ก่อนจบบทสนทนา: วัยเกษียณไม่ใช่จุดสิ้นสุด 

          ก่อนจบบทสนทนา คุณหญิงกษมาได้กล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อ TK Park และรางวัลที่ได้รับด้วยมุมมองที่เปิดกว้างและสะท้อนถึงบทบาทของผู้สูงวัยในสังคมอย่างลึกซึ้ง 

          “รู้สึกชื่นชม TK Park ที่มอบรางวัลให้แก่ผู้ที่เกษียณอายุไปนานแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวัยเกษียณไม่ใช่จุดสิ้นสุดของบทบาทในสังคม ตรงกันข้าม กลับเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยพลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมายาวนาน หากได้รับโอกาสและพื้นที่ในการแสดงออก ก็ยังสามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้ การมอบรางวัลในลักษณะนี้จึงไม่เพียงเป็นการให้เกียรติ แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่า “ทุกช่วงวัยมีคุณค่า” และ “การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด”

บทความแนะนำ

เรื่องเล่า “หลัง” ภาพถ่าย
บล็อก

เรื่องเล่า “หลัง” ภาพถ่าย

TK Park สรุปเรื่องราวจากงานเสวนา “เรื่องเล่าหลังภาพถ่าย” จากนิทรรศการภาพถ่ายเยาวชน "Signature of Bankrua"

372|อ่าน : 12 นาที
ใครกินอะไรไม่สำคัญ แต่ลูกฉันต้องได้กินผัก!
บล็อก

ใครกินอะไรไม่สำคัญ แต่ลูกฉันต้องได้กินผัก!

TK Park ส่งท้ายนิทรรศการ Le petit chef ที่ห้องเด็ก TK Park (ก.ค. ถึง ก.ย. 67) โดยชวนพ่อแม่พาเด็ก ๆ หัดกินผัก

550|อ่าน : 10 นาที
ถอดรหัส “บุ๊กคลับ” ฉบับสำหรับเด็ก
บล็อก

ถอดรหัส “บุ๊กคลับ” ฉบับสำหรับเด็ก

พื้นที่สบายใจให้ได้คิด ถกเถียง และเข้าใจกันและกัน

3586
รู้จัก “PlanToys” แบรนด์ของเล่นจากไม้ยางพาราที่ให้เด็กๆ เล่นสนุกได้แบบรักษ์โลก
บล็อก

รู้จัก “PlanToys” แบรนด์ของเล่นจากไม้ยางพาราที่ให้เด็กๆ เล่นสนุกได้แบบรักษ์โลก

ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และเล่นสนุกได้โดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติ

2698
ใครอ่านอะไร เล่มไหนสุดต๊าซในรอบปี  2564
บล็อก

ใครอ่านอะไร เล่มไหนสุดต๊าซในรอบปี 2564

เก็บตกเทรนด์การอ่านจาก TK Park รับปีใหม่

471
จาก ‘จิ๋นซี’ สู่ ‘Loki’ ถึง ‘18 again’ ทำไมพล็อต ‘ข้ามเวลา’ ถึงจีรัง
บล็อก

จาก ‘จิ๋นซี’ สู่ ‘Loki’ ถึง ‘18 again’ ทำไมพล็อต ‘ข้ามเวลา’ ถึงจีรัง

ลองมาคิดกันดูเล่นๆ ว่าทำไมแนวทางนี้ถึงเป็นที่นิยมและไม่มีวันตายไปจากหน้าลิสต์นิยาย

247
พลังของคำว่า ‘ไม่’ ในวันที่ลูกกำลังเติบโต
บล็อก

พลังของคำว่า ‘ไม่’ ในวันที่ลูกกำลังเติบโต

บทเรียนแรกที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรได้เรียนไปพร้อมๆ กับลูกน้อยก็คือ พลังของคำว่า ‘ไม่’ นั่นเอง

544
เล่นแล้ว เดี๋ยวรู้ เพราะบอร์ดเกม Carcassonne ไม่ใช่แค่สนุก
บล็อก

เล่นแล้ว เดี๋ยวรู้ เพราะบอร์ดเกม Carcassonne ไม่ใช่แค่สนุก

TK Park ชวนพิเคราะห์กลไกในบอร์ดเกม Carcassonne ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในหลายมิติ

1792|อ่าน : 12 นาที
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.