เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

ใช้ชีวิตอย่างไรท่ามกลางสังคมที่กำหนด ‘ความสำเร็จ’ ไว้แบบสำเร็จรูป

ใช้ชีวิตอย่างไรท่ามกลางสังคมที่กำหนด ‘ความสำเร็จ’ ไว้แบบสำเร็จรูป

605
21 สิงหาคม 2564

life-cover-(002).jpg

         “ทำไมเราไม่เก่งเหมือนคนนั้น ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนนี้ ?”

          อาจเป็นคำถามที่หลายคนรู้สึกเมื่อมองเห็นชีวิตของผู้คนบนโลกออนไลน์ กระทั่งการใช้ชีวิตทั่วไปท่ามกลางสังคมที่กำหนด ‘ความสำเร็จ’ ไว้แบบ ‘สำเร็จรูป’ จนเริ่มเกิดความสงสัยในตัวเองขึ้นมา ว่าเรายังไม่เก่ง พยายามไม่พอ หรือแท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องเก่งหรือประสบความสำเร็จแบบคนอื่น ๆ ก็ได้

          อุทยานการเรียนรู้ TK Park ร่วมสร้างบทสนทนาออนไลน์ Journey to Find Yourself เพื่อตั้งคำถามว่าด้วยความคาดหวังของสังคม ในหัวข้อ ‘SOCIAL EXPECTATION กับดักของความฝัน ภาพจำของความสำเร็จ และสิ่งที่หนุ่มสาวกำลังเผชิญ’  ร่วมพูดคุยโดย พี่แหม่ม-วีรพร นิติประภา, เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย, ญา-ปราชญา ศิริมหาอาริยะโพธิ์ญา และอัด-อวัช รัตนปิณฑะ

         บาดแผลจาก ‘ความคาดหวัง’
         “แอดติดที่ไหน ?”
         “เงินเดือนเท่าไร ?”
         “มีรถหรือยัง ?”
         “จะแต่งงานตอนไหน ?”
          เหล่านี้คือส่วนหนึ่งในคำถามจำนวนมากที่ปรากฏชัดในวันรวมญาติ หรือคำถามที่เรามักได้ยินในช่วงวัยต่างๆ ซึ่งบางคราวก็ชวนรู้สึกว่า หากไม่มีคำตอบที่ตรงใจผู้ถาม ตนเองจะถูกตัดสินว่าอยู่ในหมวด ‘คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ’ ในชีวิตหรือไม่ และบางครั้งคำถามเหล่านี้ก็ทำให้หลายคนต้องยอมสละความสุขและความต้องการของตัวเอง เพื่อเดินไปบนเส้นทางที่คนอื่นบอกว่า “นี่คือความสำเร็จ” เช่นเดียวกับอัด-อวัช รัตนปิณฑะ ซึ่งพ่อแม่อยากให้เรียนมหาวิทยาลัยที่สอบติด แม้ไม่ใช่คณะที่เขาอยากเรียนก็ตาม

life-717-8-(002).jpg

อัด-อวัช รัตนปิณฑะ


          “สองปีแรกของผมคือทรมานไม่อยากไปเรียนเลย จนมันถึงจุดที่เราไม่เรียน ติด F เยอะขึ้น ช่วงกำลังจะขึ้นปี 3” อัดเล่าถึงประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยที่เขาพยายามฝืนทนจนสามารถเรียนจบมาได้ แต่กลับเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ
           “หลังจากนั้นมันทำให้ผมกลับมาแคร์ตัวเองมากที่สุด… จริงๆ มาตรฐานบางอย่างของสังคมมันก็ยังหลอกหลอนเราอยู่ อย่างอายุ 25 เรียนจบมา 2-3 ปี ตามหลักแล้วถ้าเป็นคนรุ่นก่อนต้องมีบ้าน มีเงิน มีอะไรที่มันเริ่มเยอะแล้ว แต่กลายเป็นว่า ณ วันนี้ผมยังไม่มีอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นหลักเป็นแหล่ง บางทีก็ทำให้เรายัง struggle อยู่กับสิ่งนี้ว่าความมั่นคงในชีวิตเราคืออะไร แต่สุดท้ายแล้วผมก็จะย้อนกลับมาที่ แล้วทุกวันนี้เรามีความสุขกับชีวิตหรือเปล่า”

           ส่วนเบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย แม้จะมีโอกาสได้เรียนและทำงานบนเส้นทางที่หวัง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนในครอบครัวจะเข้าใจและเห็นด้วยกับเขาเสียทีเดียว
life-717-7-(002).jpg

เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย

          “เราเป็นคนแรกในตระกูลที่เรียนสายนิเทศศาสตร์ เพราะฉะนั้นเขาก็จะตั้งคำถามเยอะมากเลยว่าทำไม เราไม่รู้ว่าในตอนนี้มันดีขึ้นหรือยัง แต่ในยุคเรานิเทศศาสตร์ปุ๊บคือเต้นกินรำกิน อยากไปอยู่รายการทีวีเหรอ อยากเป็นดาราเหรอ อะไรอย่างนี้ เขายังไม่ได้มีความรู้ในศาสตร์วิชา หรือเส้นทางอาชีพที่อยู่ในหัวเขามาก เพราะฉะนั้นเขาก็จะ say no ไปก่อน เราก็อธิบายให้เขาฟังว่าเราชอบจริงๆ เราถนัดจริงๆ เขาก็ยังไม่ซื้อเลยนะ คือผ่านการโต้เถียงมานานมาก”
          สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความกดดัน บ้างก็ต้องพับเก็บความฝันและความต้องการไปเสียก่อน เพราะสังคมได้กำหนดทางเลือกที่ ‘ควรจะเป็น’ ไว้เพียงไม่กี่อย่าง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดัง คณะที่จบมาแล้วมีงานรองรับ แม้แต่วัยผู้ใหญ่ที่ต้องมีเงินเก็บ มีทรัพย์สินเป็นชิ้นเป็นอันไว้เป็นหลักฐานแสดงความมั่นคง ทั้งที่จริงแล้วมนุษย์มีทางเลือกและความต้องการหลากหลายมากไปกว่านั้น

          คำถามต่อมาคือ กรอบและความคาดหวังของสังคมที่ว่านี้มีสาเหตุจากอะไร ?

life-717-5-(002).jpg

ญา-ปราชญา ศิริมหาอาริยะโพธิ์ญา

           “รู้สึกว่าปัญหาเรื่องความฝันของวัยเด็ก มันคือการที่เราไม่รู้ว่าเราฝันอยากเป็นอะไร แล้วพอวันหนึ่งที่มีผู้ใหญ่คาดหวังมา โยนเข้ามาว่าเราต้องเป็นอาชีพนี้ หรือต้องเป็นคนแบบนี้ แล้วเรารับมันเอาไว้ เราก็รู้สึกว่า นี่แหละเป็นความฝันของเรา แต่ว่าในอนาคต พอมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็เพิ่งรู้ว่า นี่ไม่ใช่ความฝันของเรานี่นา"
          ญา-ปราชญา ศิริมหาอาริยะโพธิ์ญา ในวัย 16 ปีเล่าถึงความฝันวัยเด็กของเธอที่เป็นไปตามความคาดหวังของคนรอบข้าง ก่อนจะพบว่าความฝันเหล่านั้นไม่ใช่ตัวตนและความชอบของเธอไปเสียหมด

life-717-6-(002).jpg

พี่แหม่ม-วีรพร นิติประภา

          นอกจากในระดับครอบครัวแล้ว อีกมุมหนึ่งของพี่แหม่ม-วีรพร นิติประภา ยังมองว่า ปัญหาเหล่านี้เกิดจากโครงสร้างทางสังคม เช่น การต้องมีบ้าน มีรถ มีเงินเก็บสำรองไว้สำหรับช่วงตกงานหรือวัยเกษียณ เพราะรัฐบาลไม่ได้จัดสรรสิ่งสวัสดิการเหล่านี้ไว้ให้ หรือหากจัดสรรไว้ก็มีราคาสูงจนคนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้ อย่างรถไฟฟ้าไปจนถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
          “พวกคุณไม่มีสิทธิตกงานด้วยซ้ำ เพราะว่ารัฐไม่จ่ายระหว่างที่คุณตกงาน มันไม่ได้เป็นเรื่องเลื่อนลอย มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับโครงสร้างทางสังคมอันใหญ่ ...อีกข้อหนึ่งคือการศึกษาของเรามันแพงมาก พ่อแม่เลยต้องใช้จ่ายเงินส่วนหนึ่งให้กับการศึกษาของลูก”
          “มันคือเรื่องของทุนนิยม จริงๆ แล้วเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความต้องการมีบ้าน มีรถ โฆษณาต่างหากที่บอกว่าคุณต้องมี เขาบอกว่าคุณจะต้องมีบ้านตอนคุณอายุ 30 ขณะที่ 30 คุณไม่มีปัญญาหรอก ดังนั้นเขาจะบอกคุณว่าคุณจงผ่อน เพราะคุณต้องมีไง ระบบเงินผ่อนมา ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนทุกอย่าง”
          นั่นทำให้หลายคนต้องพยายามดิ้นรน เพื่อให้มีฐานะ มีความมั่นคงในชีวิต ก่อนจะไปให้ความสำคัญกับความฝันและความชอบของตนเอง โดยอัดมองว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนเริ่ม ‘รู้สึกผิดกับเวลาว่าง’
          "เวลาที่เราไม่ทำงาน ไม่สร้างผลงาน มันทำให้เรารู้สึกผิด โครงสร้างสังคมพวกนี้มันทำให้เราต้องทำงานหาเงินตลอดเวลา ซึ่งเราเราเป็นมนุษย์ ต้องมีเวลาพักโดยไม่ต้องรู้สึกผิด"
           ส่วนเบนซ์-ธนชาติที่มีประสบการณ์การเรียนต่อในสหรัฐอเมริกา ทำให้เขาได้รับรู้ว่า การมีรัฐสวัสดิการที่ดีทำให้วิถีชีวิตของผู้คนแตกต่างออกไป บ้างก็เริ่มเรียนปริญญาช่วงวัยกลางคน บ้างก็ออกเดินทางค้นหาตัวตนก่อนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย แม้แต่การซื้อรถที่ไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป
           "เรื่องรัฐสวัสดิการมันเปลี่ยนวิธีคิดเราไปเหมือนกัน มันเกี่ยวข้องกับชีวิตเราทุกอย่าง อย่างการเดินทางเราก็พบว่าเราไม่จำเป็นต้องมีรถก็ได้ เพราะเรามีขนส่งสาธารณะที่ดี"
           สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่เริ่มมองโลกในมุมที่ต่างออกไป จากเดิมที่คนรุ่นก่อนหน้าพยายามแสวงหาความมั่นคงของชีวิต แต่คนรุ่นหลังกลับมองว่าความมั่นคงเหล่านั้นควรมาจาก ‘สวัสดิการพื้นฐานของรัฐ’ โดยสาเหตุส่วนหนึ่ง อาจมาจากการข้ามทวีปไปยังสถานที่ใหม่ ๆ ได้ง่ายกว่าสมัยก่อน หรือการมองเห็นชีวิตของผู้คนอย่าง ‘ไร้พรมแดน’ ผ่านโลกออนไลน์       
           โดยพี่แหม่ม-วีรพรกล่าวเสริมถึงประเด็นนี้ว่า
           "คนรุ่นใหม่เขาเริ่มมองเห็นว่า คนมันไม่ได้มีชีวิตที่ดีได้โดยโดดเดี่ยว มันมีเรื่องของโครงสร้างสังคม รัฐสวัสดิการด้วย แต่ครอบครัวเขายังอยู่ในยุคสมัยแบบเก่า ยังไม่เห็นตรงนี้"

life-717-4-(002).jpg

          เมื่อการเปลี่ยนสังคมเป็นเรื่องยาก จะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
          แม้คนรุ่นใหม่จะให้ความสำคัญกับ ‘ความสำเร็จ’ รูปแบบเดิมลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะหายไปโดยสิ้นเชิง เพราะโครงสร้างสังคมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระยะสั้น ดังนั้นโจทย์ของคนรุ่นใหม่คือ ทำอย่างไรให้ความฝันที่มีไม่มอดดับไปเสียก่อน และสามารถมีความสุขได้ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยไม้บรรทัดวัดความสำเร็จ ซึ่งญาให้คำตอบว่า เธอไม่ได้ทิ้งความคาดหวังเหล่านั้นไปอย่างสิ้นเชิง แต่เก็บมาเป็น ‘ตัวเลือกหนึ่ง’ สำหรับการค้นหาตนเอง
           “วิธีการของญา-ปราชญา ก็คือว่า เก็บเอาความคาดหวังมาเป็นชอยส์หนึ่งในการเลือกของเรา ญารู้สึกว่าความฝันของเรามันเหมือนกับการเปิด Mystery Box แล้วทดลองดูว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าไม่ชอบก็เปิดกล่องใหม่ ลองดูใหม่ จนเจออันที่เราชอบมากที่สุด”
           ส่วนอัด-อวัช ที่เพิ่งผ่านช่วง First Jobber มาไม่นานนั้นมองว่า ความคาดหวังของสังคมอาจจะยังมีผลต่อชีวิต แต่คงไม่สำคัญมากเท่าความต้องการและความสุขของตัวเขาเอง
          “นับวันเรายิ่งรู้สึกว่าเราแคร์ตัวเองมากขึ้น แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่อยากจะพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ต้องเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่เขาอยากให้เป็น ที่เขาวาดไว้… เรื่องความมั่นคง สิ่งที่เป็นตัววัดมาตรฐานพวกนี้เราก็ยังอยากมี แต่เราไม่ได้เอามันไปยึดติดว่าชีวิตเราต้องเป็นแบบนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เรายังเชื่อว่าทางเดินของเรามันก็เป็นทางเดินของเรา”
           เช่นเดียวกับเบนซ์-ธนชาติ ที่มองเรื่องนี้ในฐานะคนทำสื่อว่า "โฆษณาชอบบอกว่าเราต้องเป็นคนยังไง พอเราได้มาทำสื่อ เราเลยพยายามนำเสนอถึงคนรุ่นใหม่ว่า แกเป็นแบบไหนก็ได้ที่อยากเป็น ไม่จำเป็นต้องกล้าแสดงออกหรือผาดโผนมากก็ได้… ความฝันของคนยุคนี้มันไม่ต้องไปยึดติดกับความสำเร็จแบบยุคก่อนแล้ว โชคดีที่มันอาจจะเป็นประสบการณ์ก็ได้ แต่โชคร้ายคือมันดันถ่ายรูปลงโซเชียลได้ เราต้องรู้เท่าทันมัน อย่าไปรู้สึกเปรียบเทียบ"
          นอกจากมุมของคนหนุ่มสาว ในแง่ของการเป็นพ่อแม่ พี่แหม่ม-วีรพร กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า พ่อแม่ที่เป็นอีกเจเนอเรชันนั้นไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรือเห็นด้วยกับลูกทุกๆ อย่าง แต่สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้น คือ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘เคารพการตัดสินใจ’ ของลูกหลาน
          "เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจกันทุกอย่างก็ได้ เด็กรุ่นใหม่ก็มีทางของเขา มันก็เป็นเรื่องของคุณ พี่ไม่ได้เข้าใจคนรุ่นใหม่เท่ากับตัวเขาเอง แต่พี่เชื่อมั่นว่าเค้าจะผ่านมันไปได้ ทุกอย่างมันจัดการตัวของมันเองได้"
          สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ตราบใดที่โครงสร้างของสังคมยังไม่เปลี่ยนแปลงไป  ‘ความสำเร็จแบบสำเร็จรูป’ อาจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่สังคมกำหนดจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
          ฉะนั้นคำถามที่สำคัญกว่า “เราไม่เก่งใช่ไหม” หรือ “เราไม่ดีพอหรือเปล่า” อาจเป็นคำถามที่ว่า “สิ่งสำคัญในชีวิตเราคืออะไร” และ “ชีวิตที่ดีสำหรับเราเป็นแบบไหน” เพื่อหาวิธีการ ‘ใช้ชีวิต’ ในแบบของตนเอง ไปพร้อมกับการพยายามขับเคลื่อนให้โครงสร้างเดิมเกิดความเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับความฝันและตัวตนของผู้คนที่มีภาพความสำเร็จหลากหลายในสังคม

บทความแนะนำ

4 Smalls จากงานเปิดตัว “LOOK AROUND THE SHELF”
บล็อก

4 Smalls จากงานเปิดตัว “LOOK AROUND THE SHELF”

TK Park สรุปเรื่องราว “เล็ก ๆ” ในวงการผู้ผลิตหนังสือไทย จากงานเปิดตัวสื่อ Data Storytelling ชุด “LOOK AROUND THE SHELF”

301|อ่าน : 10 นาที
สู่ห้องน้ำไร้เพศ Bladder Has No Gender
บล็อก

สู่ห้องน้ำไร้เพศ Bladder Has No Gender

TK Park ฉลอง Pride Month และชวนทุกคนมาตระหนักถึงความสำคัญของห้องน้ำไร้เพศ (Gender-neutral Restroom)

225|อ่าน : 10 นาที
Know the Now of Yourself
บล็อก

Know the Now of Yourself

รู้จักตัวเองให้มากขึ้น แล้วให้หนังสือเป็นเครื่องนําทาง

219
อะไรรอเราอยู่ในปี 2024?
บล็อก

อะไรรอเราอยู่ในปี 2024?

TK Park มองไปข้างหน้า และเตรียมตัวเดินหน้าสู่ปี 2024 อย่างมั่นคง

325|อ่าน : 12 นาที
ในโลกที่ไม่มีใครเรียนรู้เหมือนกัน
บล็อก

ในโลกที่ไม่มีใครเรียนรู้เหมือนกัน

มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้ด้วยวิธีเดียว บทความนี้ชวนสำรวจ 4 จังหวะการรับรู้ ทั้งการฟัง การมองเห็น การลงมือทำ และการอ่านเขียน เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบเฉพาะตัว และก้าวข้ามมาตรฐานเดียวสู่การเรียนรู้ที่หลากหลาย

320
Meanlee กับลายเส้นที่เปิดพื้นที่ให้ความต่างอยู่ร่วมกัน
บล็อก

Meanlee กับลายเส้นที่เปิดพื้นที่ให้ความต่างอยู่ร่วมกัน

ลายเส้นของ มีน – ธันยธรณ์ ลี้ไวโรจน์ คือภาพแทนแนวคิด “The Difference” ของ Learning Fest Bangkok 2026

187
History of ‘Self’ ประวัติศาสตร์แห่งตัวตน ตัวฉัน ตัวเรา ตั้งแต่ปรัชญากรีกถึง Sigmund Freud
บล็อก

History of ‘Self’ ประวัติศาสตร์แห่งตัวตน ตัวฉัน ตัวเรา ตั้งแต่ปรัชญากรีกถึง Sigmund Freud

‘ตัวตน’ ‘ตัวเอง’ ‘ตัวฉัน’ ‘ตัวเรา’ เริ่มเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมีความสำคัญอย่างไร

1473
“เราไม่ได้มีเกรดให้ ถ้าคุณไม่ทำก็ไม่มีสิ่งที่ต้องการเห็น… เท่านั้นเอง” เวิร์กช็อปประชาธิปไตยของ Human ร้าย, Human Wrong
บล็อก

“เราไม่ได้มีเกรดให้ ถ้าคุณไม่ทำก็ไม่มีสิ่งที่ต้องการเห็น… เท่านั้นเอง” เวิร์กช็อปประชาธิปไตยของ Human ร้าย, Human Wrong

การศึกษาต้องให้ทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดีกับผู้คน

192
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo