เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

TK Park ใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ และจะใช้คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเมื่อได้รับความยินยอมจากคุณเท่านั้น คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อ อ่านนโยบายคุกกี้

ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
logologo
  1. หน้าหลัก
  2. ความรู้
  3. บทความ
บทความ

ความรู้

สนุกกับการเล่นเพื่อเรียนรู้

สนุกกับการเล่นเพื่อเรียนรู้

175
10 มิถุนายน 2566

Play Based learning.JPG

          เราเชื่อเสมอมาว่าเด็กควรจะแบ่งเวลา “เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น” และพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ต้องการให้เด็ก ๆ ไปโรงเรียนเพื่อเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วค่อยกลับมาเล่นสนุกที่บ้าน แต่ผลการวิจัยล่าสุดกลับพบว่า play-based learning หรือการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเล่นช่วยให้เด็กปฐมวัยพัฒนาความรู้ได้ดีกว่าการสอนตามตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาคณิตศาสตร์และทักษะทางด้านการคิดเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งรอบตัว หรือมิติสัมพันธ์

          เอริกา คริสตาคิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยยืนยันว่า การเรียนกับเล่นนั้นไม่ควรแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แม้ว่าห้องเรียนอนุบาลและประถมจะแบ่งเวลานั่งเรียนในห้องมากกว่าการเล่น แต่ในความเป็นจริง สิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงลูกด้วยนมใช้การเล่นเสริมสร้างพัฒนาการที่จะส่งผลไปตลอดชีวิต

          “เด็กที่ได้เรียนผ่านการเล่น และสมองที่กำลังพัฒนามีโอกาสเติบโตในสภาพแวดล้อมที่อุดมด้วยภาษา  ได้รับการกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูอย่างไม่เร่งรีบ จะมีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่า และมีทักษะทางอารมณ์และสังคมที่เข้มแข็งกว่า สร้างความสัมพันธ์เชิงลึกได้ดีกว่า” เอริกากล่าวในบทสัมภาษณ์กับเอดูโทเปียในปี 2019

play based learning.jpg

ออกนอกกรอบ

          เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก การกักขังพวกเขาไว้ในห้องเรียนที่ไม่มีความสุขสนุกสนาน เต็มไปด้วยตารางสอนและกิจวัตร สวนกับความต้องการและคุณค่าของวัยเด็ก ทว่าโรงเรียนมักจะจัดตารางสอนเน้นวิชาการเหมือนกันไปหมด แม้แต่ครูชั้นอนุบาลก็ยังถูกดดดันให้ทำตามแนวทางให้เด็กนั่งเรียนและสอนเน้นให้เด็กทำได้ตามที่พ่อแม่และครูใหญ่ต้องการ

          ผลการศึกษาที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์วิเคราะห์ผลการวิจัยนับสิบปีเกี่ยวกับ “การเล่นแบบมีผู้ชี้นำ” หรือ “เรียนจากการเล่น” สรุปได้ว่ามีผลเชิงบวกในการเสริมสร้างทักษะทางคณิตศาสตร์, วางแนวทางความรู้ และการเปลี่ยนกิจกรรมของเด็กจากรูปแบบเดิมที่นั่งอยู่ในห้องเรียนให้ครูสอนอย่างจริงจัง

          ผลการวิจัยสรุปได้ว่า “ในการนิยามการเล่นใหม่ ตามระดับความเป็นอิสระของเด็กกับการชี้นำของผู้ใหญ่ พบว่าการเล่นแบบมีผู้ชี้นำ ถือเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างการเล่นอิสระกับการถูกควบคุมโดยตรง” และการเล่นแบบมีผู้ชี้แนะ ก็ทำให้เด็กเรียนรู้ได้เข้มข้นลึกซึ้งขึ้น  เพราะเด็กจะได้ทั้งความสนุกสนาน มีแรงผลักดันจากการเล่นที่เด็กได้ทำกิจกรรม โดยมีผู้ใหญ่ช่วยชี้แนะและสนับสนุน ขยายขอบเขตในการเรียนให้กว้างไกลเกินขอบเขตที่เด็กจะทำได้ตามลำพัง

          การผสมผสานองค์ประกอบของการเล่น เช่นความพิศวงสงสัย, การสำรวจ และนักเรียนได้ลงมือทำ เข้ากับบทเรียนที่วางโครงสร้างไว้อย่างหลวม ๆ โดยมีครูสนับสนุนอย่างนุ่มนวล เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักเรียน โดยมีผลการวิจัยยืนยันได้ สำหรับเอริกา ข้อสรุปนี้หมายความว่า ประสบการณ์เรียนจากการเล่น ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ “ใช้เวลาอย่างอิสระและเข้าถึงสื่อการเรียนปลายเปิดได้” ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเล่าเรื่องที่ “พรั่งพรู” และมีเวลามากมายที่จะ “เล่นไปเรื่อยด้วยกฎเกณฑ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง”

play based learning.jpg

เล่นอย่างมีเป้าหมาย

          ในชั้นเรียนที่อยู่บนพื้นฐานของการเล่น ครูจะวาง “เป้าหมายในการเรียนรู้” ไว้ล่วงหน้าเสมอ ผลการศึกษาของเคมบริดจ์เสนอแนะว่าระหว่างที่เด็กเล่นครูควรจะกำหนดเป้าหมายไว้ในใจและนำทางอย่างนุ่มนวลให้เด็กได้ก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายนั้น โดยไม่ดึงเชือกให้ตึงเกินไป

          แมกกี้ ซาบิน คุณครูชั้นประถมบันทึกไว้ว่าครูไม่ควรคาดหวังผลงานจากเด็กแบบเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น ในการสอนให้เด็กรู้จักการผสมสีเพื่อสร้างสีใหม่ แทนที่ครูจะบอกเด็กว่าต้องผสมสีอย่างไรและจะได้สีไหนออกมา ครูควรทำให้ดูเป็นตัวอย่างหนึ่งครั้ง แล้วปล่อยให้เด็กเล่นผสมสีในแบบของเขาเอง “ครูควรเตรียมตัวอย่างดี และวางแผนอย่างมีเป้าหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ความยืดหยุ่นและแรงบันดาลใจด้วย” ซาบินกล่าว

          วิธีหนึ่งที่จะแน่ใจได้ว่านักเรียนเล่นอย่างมีเป้าหมายก็คือจัดห้องเรียนให้มีพื้นที่หรือศูนย์กลางสำหรับสื่อการสอน, เกม หรือวัตถุที่เลือกสรรมาเพื่อให้เด็กสนใจมีส่วนร่วมและเรียนรู้ความหมาย

          ตัวอย่างเช่น ซาบินจัดบริเวณหนึ่งในห้องเรียนไว้วาง “ถาดจิปาถะ” ใส่สิ่งของต่าง ๆ

          ที่เธอจะใช้ประกอบบทเรียน ถ้าจะเรียนเรื่องธรรมชาติและวัสดุธรรมชาติ ในถาดนี้ก็จะมีก้อนกรวด, ใบไม้ หรือกิ่งไม้ที่เด็กนักเรียนจะฝึกบอกชื่อ หรือนำมาเล่นในรูปแบบต่าง ๆ วัสดุเหล่านี้ใช้ฝึกทักษะคณิตศาสตร์เบื้องต้นผ่านการเล่น เช่นถามเด็กว่ามีกรวดอยู่กี่ก้อน หรือแบ่งให้เพื่อนไปแล้วจะเหลือกี่ก้อนเป็นต้น

play based learning.jpg

ให้ทางเลือกและโอกาสลงมือทำ

          ผลการวิจัยชี้ว่า การเล่นเพื่อเรียนรู้อย่างได้ผล ควรให้เด็กรับบทนำและให้ “อิสระและทางเลือกที่จะแสดงพฤติกรรมการเล่น” อย่างไรก็ตาม การวิจัยพบด้วยว่า ระดับความเป็นอิสระของนักเรียนในสถานการณ์การเรียนรู้ด้วยการเล่นมักจะน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อการ "ปลูกฝังพฤติกรรม แรงจูงใจ และความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก"

          เพื่อกระตุ้นให้เด็กลงมือทำ เจสสิก้า แอร์โรว์ ครูอนุบาลในนิวแฮมเชียร์มักจะเริ่มวันใหม่ด้วยการปล่อยให้นักเรียนได้มีเวลา 30 – 45 นาทีในการ “เลือก” สำรวจพื้นที่ในห้องเรียนที่มีฐานบล็อก, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ศิลปะ, มุมหนังสือหรือมุมการละคร

          สิ่งของที่เด็กได้พบจะเชื่อมโยงกับบทเรียนครั้งก่อน และเข้ากับความสนใจที่เด็กเคยแสดงออก ตัวอย่างเช่น หลังจากอ่านหนังสือเด็กเรื่อง Miss Maple’s Seeds นักเรียนของเจสสิก้าก็สนใจกระบวนการที่นักเขียนสร้างสรรค์หนังสือขึ้นจากจินตนาการ ครูจึงหาวัตถุดิบในการสร้างเรื่องมาใส่ไว้ในฐานศิลปะ ให้เด็ก ๆ ได้แต่งเรื่องของพวกเขาเองพร้อมทั้งฝึกพูด, ฟัง, เขียน ไปด้วยในกระบวนการ

          เจสสิก้าบันทึกไว้ว่า การทำหนังสือของพวกเขายังนำไปสู่การเรียนรู้ในสาขาอื่น ๆ เช่นเด็กคนหนึ่งสร้างหนังสือตัวเลข และเมื่อให้เพื่อน ๆ ในชั้นดู หนังสือตัวเลขก็ได้รับความนิยม เพื่อนหลายคนนำตารางตัวเลขไปสร้างหนังสือของตัวเองที่ช่วยในการนับและจดจำตัวเลขจำนวนมาก

          “เมื่อนักเรียนของฉันได้รับประสบการณ์เรียนรู้ผ่านการเล่น พวกเขามีสมาธิมากขึ้น, มีแรงผลักดันและมีเป้าหมาย” เจสสิก้าบันทึกไว้ “ที่สำคัญ พวกเขามีความสุขกว่าเดิม การนำวิธีเรียนรู้จากการเล่นเข้ามาในห้องเรียนของฉันช่วยเสริมสร้างสมดุล, ทำให้เรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง และช่วยให้สังคมห้องเรียนของเรากลายเป็นสถานที่ซึ่งเราได้เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน”

play based learning.jpg

เมื่อไหร่ที่ครูควรเข้าไปช่วย

          ขณะที่เด็กเล่น ครูควรสังเกตอย่างใกล้ชิดเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีที่นักเรียนเรียนรู้ และใช้คำถามปลายเปิด คำใบ้ และการกระตุ้นเตือนเพื่อผลักดันอย่างนุ่มนวล และจุดประกายการคิดเชิงลึก ครูควรเข้าไปช่วย "เมื่อเด็กพบว่ากิจกรรมยากเกินไปหรือง่ายเกินไป" เพื่อให้ "พวกเขาเรียนรู้ได้เรียนรู้มากขึ้นกว่าที่จะได้จากการเล่นอิสระธรรมดา" นักวิจัยกล่าว

          ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กเล่นกับบล็อก ครูอาจใช้คำถามปลายเปิดเพื่อสนับสนุนให้แก้ปัญหาทำนายเหตุการณ์ หรือสร้างสมมุติฐานก็ได้

          วินนี่ โอ’เลียรี่ ครูอาวุโสและผู้จัดการหลักสูตรที่เอ็ดเมนตัมกล่าวว่า ครูสร้างการับรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์มาตรฐานได้ด้วยคำถามง่าย ๆ เช่น “สงสัยจังว่าหอคอยนี้จะสูงได้แค่ไหน” หรือ “จะต้องใช้บล็อกกี่ชิ้นถึงจะก่อหอคอยให้สูงเท่าที่เพื่อนทำไว้ได้” คำถามธรรมดาอาจกระตุ้นการฝึกจดจำข้อมูลและรูปทรง, วัตถุ หรือสี ดังที่วินนี่เสนอแนะว่า ระหว่างเกมโกฟิช ครูอาจจะตั้งคำถาม “เฮ้! ใครเป็นที่สี่เมื่อรอบที่แล้ว” หรือในเกมอูโน่ ก็อาจจะถามว่า “อืม ต้องเติมไพ่สีอะไรใส่กองกลาง” เกมที่ต้องใช้กลยุทธ์ เช่นหมากรุก หรือทิคแทคโท ช่วยให้เด็กได้คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบตามวัตถุประสงค์และปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ในเกม ครูอาจลองตั้งคำถามว่า “จะต้องทำอย่างไรจึงจะชนะ” อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนให้ใช้กลยุทธ์อย่างระมัดระวัง อย่าให้คำถามและคำใบ้กลายเป็นชี้นำ

          เอริกาก็บอกเอดูโธเปียเช่นกันว่า เธอมักจะโค้ชให้คุณครูระวัง “คำถามตรวจสอบ” เช่น “แอปเปิ้ลนี้สีอะไร” หรือ “เธอวาดรูปอะไรอยู่” คำถามที่เหมาะสมกว่าคือ “เล่าเรื่องรูปวาดของหนูให้ครูฟังหน่อยสิ”

          “คำตอบปลายเปิดจะส่งเสริมการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและเป็นธรรมชาติ” เอริกาสรุป.

 

ที่มา

https://www.edutopia.org/article/young-kids-power-play-based-learning/?fbclid=IwAR2BQ0loDs0-bqlAm40Z1PMx1L7UxthODGrK3zcjHJ3j84pbH0GZHXHR2gg

https://www.gowriensw.com.au/blog/what-is-play-based-learning

บทความแนะนำ

วังปารุสกวัน พิพิธภัณฑ์ของคุณตำรวจ
บล็อก

วังปารุสกวัน พิพิธภัณฑ์ของคุณตำรวจ

TK Park ชวนเที่ยวพิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน เพื่อค้นพบเรื่องราวที่คุณอาจไม่เคยรู้ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย

226|อ่าน : 12 นาที
กว่าจะเจออาชีพที่ใช่ ทำไมยากเย็นนัก!
บล็อก

กว่าจะเจออาชีพที่ใช่ ทำไมยากเย็นนัก!

เพราะชีวิตย่อมไม่มีคู่มือหรือสูตรสำเร็จที่จะพาให้ชีวิตไปถึงฝั่งฝัน

754
ออกแบบการเรียนรู้ของสังคม ด้วยการช่วยให้คนได้ตามหา "จุดนับหนึ่ง"
บล็อก

ออกแบบการเรียนรู้ของสังคม ด้วยการช่วยให้คนได้ตามหา "จุดนับหนึ่ง"

เพราะเชื่อในความสวยงามของความแตกต่างหลากหลายของการเรียนรู้

372
ค้นหาตัวตนและเตรียมพร้อมทักษะสู่โลกอนาคต ไปกับ   ‘ฮาย-พิชญ์พิสิฐฎ์เสฎ โชคชัย’ และ ‘เฟริสท์-ฉลองรัฐ นอบสำโรง’
บล็อก

ค้นหาตัวตนและเตรียมพร้อมทักษะสู่โลกอนาคต ไปกับ ‘ฮาย-พิชญ์พิสิฐฎ์เสฎ โชคชัย’ และ ‘เฟริสท์-ฉลองรัฐ นอบสำโรง’

ประสบการณ์และทักษะที่ต้องมีก่อนก้าวเข้าสู่วัยทำงาน

436
สถานีต่อไป...วัยทำงาน
บล็อก

สถานีต่อไป...วัยทำงาน

สรุป 7 บทเรียนจาก Life Lecture : Lost & Found คลาสรวบรวมประสบการณ์ทำงานวัยผู้ใหญ่ เพื่อเด็กจบใหม่ที่ตามหาตัวเอง

519
TK พัก: พูดจาภาษา “ดอกไม้”
บล็อก

TK พัก: พูดจาภาษา “ดอกไม้”

วาเลนไทน์นี้ TK Park ชวนทำความรู้จักภาษาดอกไม้ (Floriography หรือ The Victorian Language of Flowers)

510|อ่าน : 12 นาที
5 แบบทดสอบบุคลิกภาพยอดฮิต ให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
บล็อก

5 แบบทดสอบบุคลิกภาพยอดฮิต ให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

เราเป็นคนยังไง? บุคลิกอย่างเราเป็นคนแบบไหน?

56676
จงตก หมกมุ่น ผิดพลาดและเรียนรู้อย่างเห็บเหาอยู่ในเหว แล้วค่อยปีนขึ้นมาเป็นดาวฤกษ์”
บล็อก

จงตก หมกมุ่น ผิดพลาดและเรียนรู้อย่างเห็บเหาอยู่ในเหว แล้วค่อยปีนขึ้นมาเป็นดาวฤกษ์”

‘ตุ้ย’ เสกสรร อุ่นจิตติ ครีเอทีฟหาตัวจับยากของวงการโฆษณาในยุคหนึ่ง ที่ผันตัวเองมาเรียนรู้การทำการเกษตรภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไม่แปลก ไม่ปลูก” และเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ‘จอน นอนไร่’

335
a055a20767f95f784859118e1baa38fffa16c9a8.png98a72354ed08a02d905ee61cbc417090dae6639a.pnga17f8f684afa5736d21badc3e8cff37a529185ab.png
เมนู
ร่วมงานกับเราประกาศจัดซื้อจัดจ้างข้อมูลเปิดความช่วยเหลือ
ช่องทางติดตาม
แผนที่เว็บไซต์เงื่อนไขและข้อตกลงนโยบายข้อมูลบุคคลความช่วยเหลือ
©2026 TK Park สงวนลิขสิทธิ์
สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (สำนักงาน)
ที่อยู่
999/9 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 17 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์: 0 2264 5963-5 เบอร์แฟกซ์: 0 2264 5966
เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 17.30 น.
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ที่อยู่
เลขที่ 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์ติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 0 2257 4300
เวลาทำการ
วันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 20.00 น.