Articles
Famelab กระตุกต่อมวิทย์ ย้อนกลับ

ปี 1959 C P Snow นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนชาวอังกฤษ ได้เสนอเลคเชอร์อันลือลั่น หัวข้อ “สองวัฒนธรรม” (Two Culture) หรือช่องว่างระหว่างวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กล่าวคือ ยิ่งวิทยาศาสตร์ก้าวล้ำมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบอกกล่าวอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่โตระหว่างมนุษยชาติอย่างคาดไม่ถึง

จากนั้นมา ได้เกิดสงครามวัฒนธรรมที่พัวพันกับวิทยาศาสตร์มากมายหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องการตัดแต่งพันธุกรรมไปจนถึงเซลล์ต้นกำเนิด จากเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศไปจนถึงเรื่องวัคซีนที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอาการออทิสติก บางครั้งความขัดแย้งถูกชี้นำโดยผู้ที่สามารถเข้าถึงความรู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และบางครั้งวาทศิลป์ก็มีน้ำหนักโน้มน้าวจิตใจคนมากกว่าข้อเท็จจริง ในขณะที่สื่อบางสำนักนำเสนอข้อขัดแย้งอย่างฉาบฉวย เน้นอารมณ์ความรู้สึก และก่อให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

นับตั้งแต่การเลคเชอร์ของ Snow และปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมอันมีวิทยาศาสตร์เป็นแก่นกลางที่ผุดขึ้น จึงเกิดความพยายามที่จะสร้างสะพานเชื่อมพรมแดนความรู้อย่างต่อเนื่อง ในปี 1980 รายการโทรทัศน์ Cosmos: A Personal Voyage ได้เผยให้คนรุ่นใหม่เห็นถึงความงดงามของวิทยาศาสตร์ มันสร้างแรงบันดาลให้เด็กหลายคนเติบโตขึ้นเป็นนักวิทยาศาสตร์จริงๆ ความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อทำให้รายการโทรทัศน์ซึ่งมีอายุกว่า 30 ปีแล้ว ยังคงถูกนำมาฉายซ้ำจนกระทั่งปัจจุบัน ในประเทศอังกฤษคนรุ่นใหม่สามารถสัมผัสนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ โดยการเปิดดูโทรทัศน์ อย่างเช่นซีรี่ส์เรื่อง The Big Bang Theory ซึ่งมีผู้ชมมากถึงสิบล้านคน วิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องของเด็กเนิร์ดอีกต่อไปและผู้ที่หลงใหลวิทยาศาสตร์กลับดูมีเสน่ห์มากขึ้นเสียด้วย

เช่นเดียวกับกิจกรรมหรือค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งมองหาหนทางออกจากกรอบคับแคบเดิมๆ แล้วสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและความรู้ไปสู่ศาสตร์สาขาอื่นและใกล้ชิดกับผู้คน หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นก็คือ FameLab การแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

FameLab1.PNG 
รายการโทรทัศน์ Cosmos: A Personal Voyage และ ซีรี่ส์เรื่อง The Big Bang Theory

การสื่อสารวิทยาศาสตร์ พูดเรื่องยากให้ง่ายภายใน 3 นาที !

FameLab เป็นโครงการแข่งขันการสื่อสารความรู้วิทยาศาสตร์ที่สนุกเข้าใจง่าย คล้ายการแสดงทอล์คโชว์ ซึ่งมีเวลาจำกัดเพียง 3 นาที โดยผู้แข่งขันห้ามใช้หนังสือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือแผ่นสไลด์ ทำได้เพียงนำพร็อพชิ้นเล็กๆ ติดไม้ติดมือขึ้นเวทีไปด้วยเท่านั้น

กิจกรรมนี้ริเริ่มโดยเทศกาลวิทยาศาสตร์ชาลเทนแฮม เมื่อปี 2005 เปิดโอกาสสำหรับผู้ที่สนใจวิทยาศาสตร์ อายุตั้งแต่ 20-40 ปี อาจเป็นนักศึกษา นักวิจัย ครู ซึ่งไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ ต่อมาในปี 2007 เมื่อบริติชเคาน์ซิลเข้ามาร่วมโครงการ การประกวด FameLab จึงขยายวงกว้างจนกลายเป็นกิจกรรมระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นในกว่า 20 ประเทศจากทุกทวีปทั่วโลก มีผู้เข้าร่วมการประกวดกว่า 6,000 คน และมีผู้ชมการประกวดทั้งในสถานที่และผ่านสื่อดิจิทัลนับล้านคน     

หัวข้อวิทยาศาสตร์น่ารู้มากมายถูกสรรหามาเล่าสู่กันฟัง เช่น ทำไมผู้ชายต้องมีนม ยาลบความทรงจำ การฝึกฝูงผึ้งให้ค้นหาวัตถุระเบิด การสังเคราะห์เนื้อสัตว์เทียม วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการหลับ การดำรงชีวิตในอวกาศ การยับยั้งความชรา ฯลฯ

เกณฑ์การตัดสินการประกวดมี 3 ด้าน คือ เนื้อหาที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ สื่อสารชัดเจนและผู้ชมเข้าใจง่าย เรื่องราวน่าสนใจจนก่อให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เรื่องวิทยาศาสตร์ที่ยากและซับซ้อนกลายเป็นเรื่องสนุกน่าตื่นเต้น

FameLab ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นให้กับผู้ที่ทำงานด้าน STEM สมัยใหม่ ทำให้คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในวิทยาศาสตร์นับพันคนกล้าที่จะก้าวออกมาบอกเล่างานศึกษาวิจัยใหม่ๆ และวางรากฐานไปสู่ความสำเร็จในการประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ในอนาคต ผู้ที่เข้ารอบสุดท้ายของแต่ละประเทศจะได้รับทุนให้เดินทางไปนำเสนอที่ประเทศอังกฤษ และเข้าร่วมหลักสูตรพิเศษ (master class) กับนักวิทยาศาสตร์ระดับผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งเรียนรู้กลวิธีสะกดความสนใจคนดู การสร้างความมั่นใจในการพูดต่อหน้าผู้คน และการสร้างเครือข่ายกับเพื่อนใหม่ๆ

FameLab2.PNG  

FameLab Thailand แข่งขันปั้นนักวิทย์ไทยไต่ระดับเวทีนานาชาติ
ประเทศไทยเล็งเห็นความจำเป็นของการส่งเสริมความรู้วิทยาศาสตร์มาไม่น้อยกว่า 30 ปี ในช่วงเวลาเดียวกับเกาหลีใต้ แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถยกระดับขึ้นเป็นชาติที่มีความชำนาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ หนึ่งในปัจจัยที่คนมักมองข้ามไปก็คือการสร้างกระบวนการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในประเด็นนี้ พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ นักอนาคตวิทยาผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการวิทยาศาสตร์อธิบายว่า “สิ่งที่ขาดเยอะตอนนี้คือ facilitating unit ในฝั่งปลายน้ำ คือการทำให้สังคมเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ได้ง่าย คนธรรมดาสามัญสามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้โดยไม่ต้องเผชิญความยากลำบากมากนัก การมีพิพิธภัณฑ์อาจจะตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่ง แต่รายการอย่าง ‘Mega Clever ฉลาดสุดๆ’ เป็นที่รู้จักของคนธรรมดา ทำให้คนคุ้นเคยที่จะหาความรู้ที่เป็นเหตุผลไปตอบโต้กับสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์เทียม เมื่อคนรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงๆ ก็จะเกิดความต้องการใหม่ๆ ในสังคม ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การปรับตัวของนโยบายภาครัฐ เพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยละพัฒนา หรือการส่งเสริมการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์”

FameLab3.PNG 

FameLab Thailand เป็นอีกหนึ่งโครงการที่เหมาะสำหรับการสื่อสารความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและคนทั่วไป ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยความร่วมมือของบริติชเคาน์ซิล กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กระบวนการประกอบด้วยการคัดเลือกรอบออดิชั่นผ่านทางคลิปวิดีโอหรือออดิชั่นต่อหน้ากรรมการตามรอบการประกวดที่จัดขึ้นในแต่ละภูมิภาค กลั่นกรองจนได้ผู้เข้ารอบคัดเลือกระดับประเทศ ผู้ที่ชนะในรอบตัดสินจะได้เข้าร่วมแข่งขันระดับนานาชาติต่อไป นอกจาก FameLab แล้วยังมีการจัดโครงการ School Lab ซึ่งเป็นเวทีการประกวดลักษณะเดียวกันสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และในอนาคตกำลังจะขยายโอกาสดังกล่าวไปยังนักเรียนระดับประถมศึกษาด้วย

ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์ อดีตนักเรียนทุน ก.พ. วิศวกรรมการแพทย์ คนไทยคนแรกที่ได้เข้าร่วม FameLab International กล่าวว่า “คนที่เข้าใจนักวิทยาศาสตร์จริงๆ ส่วนใหญ่ก็จะทำงานในวงการวิทยาศาสตร์ พูดคุยเฉพาะกับคนที่เข้าใจภาษาเดียวกัน แล้วบางครั้งเราอินกับมันมากเกินไปจนไปคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง บางทีเรามีงานวิจัยดีๆ เราค้นพบอะไรที่มีประโยชน์กับเขา เราก็อยากจะแชร์ให้คนทั่วไปรู้ แต่ถ้าเกิดเราอธิบายให้เขาฟังด้วยคำพูดง่ายๆ ไม่ได้ ก็เหมือนมีกำแพง ข้อมูลก็ส่งไปไม่ถึงเขา”

การนำเวทีการประกวดปั้นนักวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติมาให้เยาวชนและคนไทยรุ่นใหม่ได้สัมผัส จึงน่าจะมีส่วนช่วยในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีและทำให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ยาขมหรือวิชาที่น่าเบื่อ แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเรียนรู้ให้สนุกและนำมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้

วีดิทัศน์ การประกวด FameLab Thailand นำเสนอโดย ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์

รวบรวม แปล และเก็บความโดย นางทัศนีย์ แซ่ลิ้ม ฝ่ายวิชาการ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้, มีนาคม 2560

แหล่งเนื้อหา

แหล่งภาพ