Articles
จิ๊กซอว์ความคิด ต่อยอดผลิตงานวรรณกรรม ย้อนกลับ

   “คนเรามีมุมมองความคิดแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิต สิ่งแวดล้อม และแรงบันดาลใจต่างๆ มุมมองของคนแต่ละคนเปรียบเหมือนจิ๊กซอว์หนึ่งชิ้น เมื่ออยู่โดดๆ มุมมองของเราเป็นจิ๊กซอว์เดี่ยวชิ้นหนึ่ง แสดงลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อนำจิ๊กซอว์เดี่ยวหลายชิ้นมาต่อรวมกัน จิ๊กซอว์เหล่านั้นก็กลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้เช่นเดียวกันความคิดและมุมมองของแต่ละคนเมื่อนำมาผสานรวมกัน ก็จะกลายเป็นภาพใหญ่ที่สะท้อนความคิด อารมณ์ และแง่มุมต่างๆ ของชีวิตโดยสมบูรณ์”

                 นี่คือแนวคิดของนิทรรศการแสดงต้นฉบับสารนิพนธ์ของนิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่จัดขึ้นในวันที่ 25-27 ภุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งเป็นนิทรรศการแสดงผลงานในวิชาสารนิพนธ์ ที่นิสิตต้องประมวลเอาความรู้ที่เรียนมาตลอดหลักสูตร วรรณกรรมสำหรับเด็ก สร้างเป็นผลงานหนึ่งชิ้นตามความถนัด และนี่ก็เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ชาวสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้มาจัดนิทรรศการแสดงต้นฉบับสารนิพนธ์ที่อุทยานการเรียนรู้ TK park แห่งนี้ โดยใช้ชื่องานว่า “จิ๊กซอว์...ต่อความคิด” ซึ่งผลงานต้นฉบับสารนิพนธ์ที่จัดแสดงในปีนี้มีทั้งหมด 19 ผลงาน ประกอบด้วย หนังสือภาพสำหรับเด็ก 5 เรื่อง, วารสารสำหรับเด็ก 1 ฉบับ, หนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก 1 เล่ม, หนังสือกราฟิกโนเวล (Graphic Novel) 3 เรื่อง, วรรณกรรมเยาวชน 9 เรื่อง โดยจัดเรียงผลงานแบ่งตามลำดับการเติบโตของเด็กเป็นสามช่วง ตั้งแต่วัยเด็กเล็กหรือวัยเยาว์ วัยรุ่นตอนต้นหรือเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป และวัยรุ่นตอนกลางจนถึงตอนปลาย

000a35.jpg

โจทย์ปัญหาสมการชีวิต กราฟิกโนเวลสำหรับเด็กวัย 14 ปีขึ้นไป ผลงานของนางสาวนววรรณ นิชโรจน์

                 โดยในงานวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 ที่เป็นวันพิธีเปิดงาน ณ ลานสานฝัน ทางสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็กก็ได้รับเกียรติจาก ดร.ทัศนัย วงษ์พิเศษกุล ผู้อำนวยการอุทยานการเรียนรู้, ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าของนามปากกา วินนี่ เดอะ ปุ๊ และท่านรองคณบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิต คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อทำพิธีเปิด นิทรรศการ แสดงต้นฉบับสารนิพนธ์ “จิ๊กซอว์...ต่อความคิด” ต่อด้วยการมอบรางวัลยอดนิยมแก่ผลงานที่ได้รับการโหวตจากเพื่อนนิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก, รางวัล “วินนี่ เดอะ ปุ๊” แก่เจ้าของผลงานสารนิพนธ์ที่โดดเด่น ซึ่งสนับสนุนรางวัลโดย ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ และรางวัลสามทหารเสือ แก่ผลงานที่มีภาพประกอบโดดเด่น ซึ่งสนับสนุนรางวัลโดย รศ.เกริก ยุ้นพันธ์อาจารย์ปรีดา ปัญญาจันทร์ และ อาจารย์ชีวัน วิสาสะ สามทหารเสือแห่งสาขาและวงการวรรณกรรมสำหรับเด็ก

000a36.jpg

ถ่ายภาพร่วมกับนิสิตที่ได้รับรางวัล

                 อาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ หัวหน้าสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ได้กรุณาให้สัมภาษณ์ถึงจุดมุ่งหมายในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ว่า “ในเมื่อสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็กเป็นที่เดียวในประเทศไทย เราก็ต้องทำงานเชิงรุกเพื่อที่จะให้สาขาเป็นที่รู้จัก และงานของสาขาที่เป็นของนิสิตปี 4 จะเป็นงานที่ให้ภาพชัดเจนให้คนเข้าใจได้ว่าสาขานี้เรียนและสอนอะไร เพราะเท่าที่ผ่านมาเด็กๆ เข้าใจ แต่ผู้ปกครองจะไม่เข้าใจว่าเราสอนและเรียนอะไร ฉะนั้นการที่เราพยายามสร้างชื่อเสียงนอกมหาวิทยาลัยก็เป็นการสื่อออกมาว่า เมืองไทยยังต้องการคนที่มีความรู้ด้านการทำหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อที่จะช่วยพัฒนาเด็กด้วยการอ่าน ไม่ใช่ว่าทำเพราะอยากทำ แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเด็กด้วย และทีเคพาร์คเป็นที่ที่เปิดกว้างให้เด็กทุกสถาบันได้มาใช้ ถือเป็นลานสานฝันจริงๆ เพราะอย่างปีที่แล้วก็มีงานของนิสิตที่ได้รับการติดต่อจากสำนักพิมพ์ไปจริงๆ เหมือนกัน ก็เหมือนสานฝันในเรื่องของการเป็นคนทำหนังสือ และสำหรับนิสิตก็ดูเป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตนิสิต เป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ก่อนเรียนจบ ในเรื่องของการให้รางวัลก็จะเป็นอีกแรงกระตุ้นหนึ่งที่ให้เขาทำงานแบบกวดขันคุณภาพ ไม่สักแต่ว่าจบ แต่ต้องมีคุณค่าด้วย จึงมีรางวัลสารนิพนธ์ขึ้นมาเพื่อเป็นสีสันของงานและเป็นแรงบันดาลใจแก่นิสิต”

000a37.jpg

อาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์

                 ส่วนทางด้าน รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ อาจารย์สาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ก็ได้ให้ความเห็นต่อการจัดงานแสดงสารนิพนธ์ของลูกศิษย์ว่า “ก็เหมือนกับทุกๆ ปีที่ก่อนจบจะต้องมีวิชาสารนิพนธ์ เป็นการให้นิสิตทำงานชิ้นที่ประมวลความรู้ของตัวเองเกี่ยวกับการทำหนังสือเด็กชนิดที่ตนเองถนัด ตั้งแต่หนังสือภาพ วรรณกรรมเยาวชน สารคดี หนังสือการ์ตูน ซึ่งไม่ได้แปลกไปจากปีก่อนๆ จะต่างไปก็แต่รูปแบบในการนำเสนอที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยระบบเทคโนโลยีการพิมพ์การเข้าเล่มที่เข้าที่เข้าทางกว่ารุ่นก่อนๆ การทำดิจิตอลทำให้ดูแล้วงานสมบูรณ์ประหนึ่งเป็นหนังสือพร้อมขายหรือเป็นหนังสือที่มีคุณภาพมาตรฐาน เพราะเกิดจากแรงตั้งใจของคนที่กำลังจะเรียนจบ ที่จะถูกตัดสินว่าเป็นสารนิพนธ์ที่ดี ทุกคนทำเต็มที่ด้วยความตั้งใจ ก็จะมีทั้งกลุ่มที่เก่งมาก เก่งกลาง และเก่งน้อย คนที่เก่งน้อยก็ไม่ใช่ว่าจะขี้เหร่กว่ากลุ่มของเขา แต่เวลาตัดสินแล้วมันต้องมีคนเก่งมากกับเก่งน้อย คนเก่งน้อยก็ต้องพัฒนาต่อไป ดูว่าคนที่เก่งเยอะเขาเป็นอย่างไร แล้วกลับไปประดับประดาตัวเองเพิ่มเติม พยายามเป็นเก่งใหญ่ให้ได้ในสักวันหนึ่ง ส่วนเรื่องของผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ อาจารย์เกริกก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านผุ้อำนวยการอุทยานการเรียนรู้ทีเคพาร์ค ที่เห็นความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการอ่าน ให้โอกาสนิสิตได้รู้จักการเตรียมงานของตนเองเข้าสู่ระบบการตลาด และการนำเสนอที่จะให้งานของตนเองไปสู่สาธารณชน อาจารย์เกริกขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง”

000a38.jpg

รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ อาจารย์หนุ่มหนึ่งเดียวแห่งสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก

                 ทางด้าน คุณดวงพร กิตติสุนทร หนึ่งในผู้ที่มาชมงานในครั้งนี้ก็ให้ความเห็นว่า “นิทรรศการในครั้งนี้ก็เป็นงานที่ทำให้น้องๆ นิสิตได้แสดงออกในสิ่งที่ถนัด ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมค่ะ น้องๆ ทุกคนก็ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ งานงานนี้ก็เหมือนจิ๊กซอว์อีกตัวหนึ่งที่เข้ามาเติมอยู่ในชีวิตของน้องๆ และพี่ก็ขอให้น้องๆ ทุกคน มีความสุขกับการตามหาจิ๊กซอว์ตัวอื่นๆ ที่กำลังจะผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

000a39.jpg

คุณดวงพร กิตติสุนทร หนึ่งในผู้เข้าร่วมชมงาน
ถ่ายภาพร่วมกับนางสาวฐานิดา อวยพรรุ่งรัตน์ เจ้าของผลงานหนังสือภาพสารคดีเรื่อง เพื่อนฉันในวันฟ้าใส

                 นอกจากนี้ช่วงบ่ายของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ก็ยังมีการพูดคุยกับวิทยากรพิเศษ ผศ.ชมพูนุท นาคีรักษ์ อาจารย์เกษียณและนักเขียนสารคดี ในหัวข้อ “จากผู้ใหญ่รักการอ่าน สู่ลูกหลานรักการเขียน” ที่พูดคุยกันในเรื่องของการปลูกฝังการรักการอ่านและรักการเขียนให้ลูกหลานว่า “ผู้ใหญ่เราไม่จำเป็นต้องยัดเยียดให้เขา แต่เรามีหน้าที่นำเสนอและหยิบยื่นโอกาสทางการอ่านดีๆ ให้กับเขา และเมื่อเขาเลือกในสิ่งที่ชอบ เราก็ไม่ควรไปควบคุมบงการความชอบของเขา ควรปล่อยให้เขาเลือกอย่างอิสระ การที่ผู้ใหญ่จะทำอย่างนี้ได้ก็ต้องรักการอ่านด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องอ่านแบบตะบี้ตะบันอ่านทั้งชีวิต เราแค่รู้ว่าหนังสือเล่มไหนเหมาะสำหรับลูกหลานเราก็เพียงพอแล้ว”

000a3a.jpg

บรรยากาศการพูดคุยกับผศ.ชมพูนุท นาคีรักษ์

                 เมื่อเดินชมภายในงานนิทรรศการแล้ว ใครๆ ที่ได้มาก็คงอดไม่ได้ที่จะหยิบจับผลงานขึ้นพลิกดู รวมถึงพูดคุยกับเจ้าของผลงานนั้นๆ ถึงแรงบันดาลใจและที่มาของผลงานของพวกเขา อย่าง เกรซ - วัชราภรณ์ โตศรี ผู้เขียนเรื่อง วีรกรรม 12 สี ก็ได้เล่าถึงผลงานของตัวเองว่า “วีรกรรม 12 สี เป็นเรื่องของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เขากำลังจะย้ายบ้าน แล้วเมื่อห้องเริ่มว่างเปล่าไปทีละนิดเขาก็เริ่มใจหาย เขาเลยไปเปิดอัลบั้มๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นอัลบั้มที่แม่เขียน ในบทที่มีชื่อว่าผ้าอ้อมสีขาว พอเขาอ่านเรื่องราวตอนเขาอยู่ในท้องแม่ว่าเป็นอย่างไร เขาเลยรู้สึกว่าอยากเขียนเรื่องต่อจากที่แม่เขาเขียนบ้าง ซึ่งการเอาสีมาเปรียบกับแต่ละบทนั้น ก็เพราะว่าเด็กๆ ก็ต้องมีกล่องสีใช่ไหมคะ ก็จะมี 12 สี เป็นพื้นฐาน เด็กแต่ละคนจะมีสีที่ชอบแตกต่างกันไป สีในกล่องก็เลยแหลมๆ ทู่ๆ ผ่านการใช้งานมาไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นความสวยงามในตัวของทุกสีมันมีอยู่แล้ว เลยได้แรงบันดาลใจจากตรงนี้เอามาเขียนวีรกรรม 12 สีค่ะ พอได้รางวัลป๊อปปูลาร์โหวตจากเพื่อนๆ ก็รู้สึกว่าเกินคาดนะ เพื่อนๆ หลายคนอ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กไม่ดี เด็กซน แล้วก็ตลกขำไปกับเรื่องราวที่เราเขียน ก็ไม่คิดว่าจะเขียนออกมาได้ แต่ก็ยังไม่คิดว่างานตัวเองสมบูรณ์หรอก ยังอยากปรับแก้อีกค่ะ”

000a3b.jpg

นางสาววัชราภรณ์ โตศรี ผู้เขียนเรื่อง วีรกรรม 12 สี

                 “ตีนกบของเทวดา เป็นบันทึกความทรงจำค่ะ แบบบันทึกลับของแอน แฟรงค์ หรือแตงดองแกล้มช็อคโกแลต แต่ไม่ได้เขียนแบบบันทึกทุกวัน แต่จะเขียนเป็นบทๆ เริ่มเขียนนับจากปัจจุบันย้อนไปเมื่อ 9 ปีที่แล้วในเหตุการณ์ที่พี่ชายของหมอนเสียชีวิตระหว่างไปดำน้ำในทะเล ก็จะเขียนเล่าเรื่องราวพัฒนาการของตัวเองและของคนรอบข้าง เหตุการณ์ที่เกิดตอนนั้น ค่อยๆ ไล่มาจนถึงปัจจุบันค่ะ ซึ่งพอเขียนเสร็จก็รู้สึกโล่ง เพราะเป็นเรื่องที่เก็บอยู่ในใจมานานแล้วแต่ไม่ได้เขียนออกมาสักที ก็เลยพยายามเขียนให้ดีที่สุด ก็ไม่คิดว่าจะได้รับรางวัลอะไรกับใครเขา แต่พอได้รับรางวัลวินนี่ เดอะ ปุ๊ ก็ดีใจมาก แล้วก็อยากจะบอกพี่ชายบนสวรรค์ว่าดีใจมาก แล้วก็อยากจะขอบคุณสำหรับทุกๆ สิ่งที่เขามอบให้จริงๆ ค่ะ” นี่คือคำบอกเล่าของ สมร นวังคสัตถุศาสตร์ เจ้าของผลงาน ตีนกบของเทวดา

000a3c.jpg

นางสาวสมร นวังคสัตถุศาสตร์ ผู้เขียนเรื่อง ตีนกบของเทวดา

                 ส่วน นัฏชา นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้เขียนเรื่อง THE SMILE คนขำผี ก็เล่าให้ฟังว่า “THE SMILE คนขำผี เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พราย เด็กหญิงที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ที่พอกลับมาหาเพื่อนรักสมัยยังมีชีวิตก็ถูกไล่จนต้องมาอาศัยในบ้านร้างตามลำพังกับน้องตุ๊กตาหมีเก่าๆ ที่ชื่อกระดุม แต่ความขำขันเกิดขึ้นเมื่อมีคนพยายามจะมาลองของที่บ้านร้างของพราย ก็จะเขียนออกมาเป็นการ์ตูนมุกตลก 4 ช่องค่ะ ส่วนแรงบันดาลใจที่ทำให้เขียนเรื่องนี้ ก็เพราะคิดว่าคนที่เสียชีวิตกลายเป็นผีแล้วน่าสงสารเนอะ เพราะชอบถูกไล่ให้ไป “ที่ชอบๆ” จากคนที่ตัวเองรัก แม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้วก็ยังมีอารมณ์ความรู้สึก เลยอยากนำเสนอตัวเอกที่เป็นผี ที่ยังมีความสุข เศร้า เหงา โกรธ และตลกน่ารักเพื่อไม่ให้คนรู้สึกว่าผีน่ากลัวน่ะค่ะ แล้วพอได้รับรางวัลสามทหารเสือก็ทำให้ตื่นเต้นมาก เพราะพยายามเขียนเรื่องนี้เพื่อ พราย ที่น่าสงสารโดยเฉพาะ”

000a3d.jpg

นัฏชา นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้เขียนเรื่อง THE SMILE คนขำผี

                 ดูนิทรรศการกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ตอนบ่ายๆ ก็ยังมีกิจกรรมที่เพื่อนๆ นิสิตวรรณกรรมสำหรับเด็ก พาเด็กๆ ไปพับกระดาษเป็นรูปต่างๆ ในกิจกรรมสอนพับกระดาษหรรษาที่ห้องเด็ก โดยมีแป้ง - นางสาวปรีชญา วิเชียรเทียบ เป็นผู้นำน้องๆ หนูๆ พับกระดาษเป็นรูปหัวใจ

                 เดินชมนิทรรศการแสดงสารนิพนธ์ของนิสิตสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็กมาทั้งวันแล้วก็ทำให้คิดได้ว่า หนังสือแต่ละเล่มแต่ละเรื่องราวล้วนมีที่มา ซึ่งเรื่องราวต่างๆ นั้นก็ประมวลมาจากความรู้ความเข้าใจในวิชาเรียนของแต่ละคน ซึ่งเปรัยบเสมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อกันสนิท กลายเป็นผลงาน เป็นผลิตผลทางความคิดชิ้นหนึ่งที่อวดสู่ตลาดและสายตาชาวโลกได้ หากแต่จิ๊กซอว์นั้นยังไม่ได้สมบูรณ์ไปเสียทีเดียว ยังมีจิ๊กซอว์จากประสบการณ์อีกมากที่กำลังจะหลั่งไหลเข้ามาเพื่อต่อเข้ากับชีวิตของนิสิตที่กำลังจะออกสู่โลกกว้าง ให้จิ๊กซอว์ของพวกเขาเหล่านั้นกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์

อภิลักษณ์ ธัญประทีป